วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การค้นหาข้อมูลด้วย Search Engine

 
 
 
 
หน่วยที่ 3
 
การค้นหาข้อมูลด้วย Search Engine
 
 
 
1.เพื่อให้ทราบความหมายและประโยชน์ของ Search Engine

Search Engine คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดยกรอกข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมาย เพื่อให้เราเลือกข้อมูลตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด โดยลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ 

2.เพื่อให้ทราบลักษณะการทำงานของ Search Engine

ลักษณะการทำงานของ Search Engine

ประกอบไปด้วย ๓ ส่วนหลัก ๆ คือ
๑. Spider หรือ Web Robot จะเป็นตัวที่ทำหน้าที่เข้าสำรวจเว็บไซต์ต่างๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัพเดทใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไปอัพเดทข้อมูลเป็นรายเดือน
๒. ฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับกับการเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญเพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบมาทำงานช้าก็ทำให้การรอผลนานและจะไม่ได้รับความนิยมไปในที่สุด
๓.โปรแกรม Search Engine มีหน้าที่รับคำหรือข้อความที่ผู้ใช้งานป้อนเข้ามา แล้วเข้าค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นก็จะรายงานผลเว็บไซต์ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมีระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลที่ได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญของการสืบค้นข้อมูล

ดังนั้น  การเลือกใช้เครื่องมือในการค้นหาจะต้องเข้าใจว่า ข้อมูลที่ต้องการค้นหานั้นมีลักษณะอย่างไร มีขอบข่ายกว้างขวางหรือแคบขนาดไหน แล้วจึงเลือกใช้เว็บไซต์ค้นหาที่ให้บริการตรงกับความต้องการ

3.เพื่อให้ทราบวิธีการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ

วิธีการสืบค้นข้อมูลบนเว็บไซต์     
การสืบค้นข้อมูลด้วย Search Engine 
          เสิร์ชเอนจิน (search engine) หรือ โปรแกรมค้นหาและคือ โปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละราย เสิร์ชเอนจินส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะต้องการขึ้นมา ในปัจจุบัน เสิร์ชเอนจินบางตัว เช่น กูเกิลจะบันทึกประวัติการค้นหาและการเลือกผลลัพธ์ของผู้ใช้ไว้ด้วย และจะนำประวัติที่บันทึกไว้นั้น มาช่วยกรองผลลัพธ์ในการค้นหาครั้งต่อ ๆ ไป

ตัวอย่าง Web Search Engine
          1.
http://www.google.co.th/
          2. http://www.youtube.com/
          3. http://dict.longdo.com

การสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine

          ขั้นตอนการสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ
http://www.google.co.th/
               2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “เว็บ”
               3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา”
               5. ระบบจะทำการค้นหาเว็บไซต์ที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงออกมาในรูปแบบของลิ้งค์พร้อมคำอธิบายประกอบ
 






การสืบค้นรูปภาพด้วย Search Engine
          ขั้นตอนการสืบค้นรูปภาพด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ
http://www.google.co.th/

               2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “รูปภาพ”
               3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา”
               5. ระบบจะทำการค้นหารูปภาพที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงรูปภาพที่ค้นหาพบ


 



การสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine          ขั้นตอนการสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ
http://www.google.co.th/
               2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “แผนที่”
               3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) สถานที่ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา Maps”
               5. ระบบจะทำการค้นหาสถานที่ที่ต้องการ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบของแผนที่ รวมไปถึงลิ้งค์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ อีกด้วย

 


การสืบค้นวีดิโอด้วย Search Engine          ขั้นตอนการสืบค้นวีดิโอด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ
http://www.youtube.com/
               2. พิมพ์ keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               3. กดที่ปุ่ม “search”
               4. ระบบจะทำการค้นหาวีดิโอที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงวีดิโอที่ค้นหาพบ

 


การสืบค้นคำศัพท์ด้วย Search Engine
          ขั้นตอนการสืบค้นคำศัพท์ด้วย Search Engine
               1. ทำการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ
http://dict.longdo.com
               2. พิมพ์คำศัพท์ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
               3. เลือกบริการ “dictionary”
               4. กดที่ปุ่ม “submit”
               5. ระบบจะทำการค้นหาคำศัพท์ที่ต้องการพร้อมคำแปล







4.เพื่อให้ทราบประเภทของไฟล์ข้อมูล

 
       แฟ้มข้อมูลสามารถแบ่งตามสถานะการการเก็บข้อมูลได้ 2 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่

       - แฟ้มหลัก (Master files) คือ แฟ้มที่เก็บข้อมูลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงน้อย เช่น ฝ่ายขายอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักของลูกค้า และแฟ้มข้อมูลของลูกค้า แฟ้มนี้อาจเก็บข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน นั่นคือเป็นข้อมูลที่ไม่ตรง กับความเป็นจริงในชั่วขณะหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความถี่ในการปรับปรุงแฟ้มหลัก โดยทั่วไปแฟ้มหลักจะเก็บข้อมูลถาวร หรือกึ่งถาวร หรือข้อมูลที่เป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเลย

       - แฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง (transaction files) คือแฟ้มที่เก็บข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง (transaction) เก็บสะสมรวบรวมไว้ เพื่อนำมาประมวลผลและนำไปปรับปรุงแฟ้มหลักอีกทีหนึ่ง ระเบียนหนึ่งในแฟ้มรายการเปลี่ยนแปลงจะแทนเหตุการณ์หรือความเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปปรับปรุงแฟ้มหลักในภายหลัง เมื่อปรับปรุงแล้วแฟ้มหลักก็จะมีสถานะเป็นปัจจุบันตรงตามความเปลี่ยนแปลงในความเป็นจริงซึ่งเก็บสะสมไว้ในแฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการขายของซุปเปอร์มาเก็ต อาจมีแฟ้มหลักเก็บข้อมูลยอดขายประจำวัน และมีแฟ้มรายการเปลี่ยนแปลงไว้เก็บข้อมูลการขายที่เกิดขึ้น ข้อมูลการขายในแต่ละวันอาจมากกว่า 10,000 รายการ (transaction ) รายการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่มีผลกระทบต่อแฟ้มหลักในทันที แต่จะเก็บสะสมไว้จนถึงเวลาที่กำหนด อาจเป็นทุกสิ้นวัน หรือทุก 7 วัน จะนำมาประมวลผลครั้งหนึ่งเพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงแฟ้มหลักอีกทีหนึ่ทง


เอกสารอ้างอิง
 

nobow baby.2556.ความหมายและประโยชน์ของ earch Engine.แหล่งที่มา:http://urlsiriporn.blogspot.com/2013/02/search-engine-search-engine-search.html.
15 ธันวาคม 2558

สาธิตา อิสสระวงศ์เทวา.2553.วิธีการสืบค้นข้อมูลบนเว็บไซต์(ออนไลน์).แหล่งที่มา:http://portal.edu.chula.ac.th/sathita/blog/view.php?Bid=1277126089619626.15  ธันวาคม 2558


(มปป).บทเรียน Online วิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ (ออนไลน์).แหล่งที่มา:http://www.sa.ac.th/elearning/index56.htm.15 ธันวาคม 2558

จัดทำโดย
 
น.ส.สุนิษา  นาคสระน้อย  เลขที่ 19 บช 1/3

 
น.ส.ศิริรัตน์ ศรีขวัญม้า   เลขที่ 26 บช 1/3


















วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การใช้อินเตอร์เน็ตในงานธุรกิจ





หน่วยที่1 การใช้อินเตอร์เน็ตในงานธุรกิจ

 
     1.เพื่อให้ทราบเกี่ยวกับความหมายของธุรกิจ
 
                 ธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่ายและให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน คือ ความสำเร็จของหน่วยงาน
 

 
 
     2.เพื่อให้ทราบความสำคัญของการนำอินเตอร์เน็ตมาใช้ในงานธุรกิจต่างๆ
 
                 ความสำคัญของการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้งานธุรกิจด้านต่างๆ
 
 ความสำคัญของการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านต่างๆ มีดังนี้
 
     1. การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานด้านธุรกิจการศึกษา (Education) เช่น
         
            1.1 การเรียนรู้ผ่ารนระบบอินเทอร์เน็ต
         1.2 การรับสมัครนักศึกษาเข้าเรียน
         1.3 การดุผลการเรียน
 
    2. การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในทางด้านธุรกิจการเงินและการธนาคาร (Finance)  เช่น
       
        2.1 การให้บริการกับลูกค้าด้านการเงิน
        2.2 การฝากเงิน การโอนเงิน และการถอนเงิน
        2.3 การชำระค่าบริการต่างๆ เป็นต้น
  
   3. การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจโรงแรม (Hotel) เช่น
      
        3.1 การเข้าไปดูรายละเอียดสถานที่่พัก
       
        3.2 การสั่งจองที่พัก
       
        3.3 การบันทึกข้อมูลการเข้าพัก และการแจ้งเตือนห้องพักของลูกค้า
       
        3.4 การชำระค่าห้อง เป็นต้น


    4. การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจสายการบิน (Airway)
       
        4.1 การตรวจดูตารางการบิน

        4.2 การจองตั๋วเครื่องบิน

        4.3 การยกเลิกเที่ยวบิน

        4.4 การสำรองที่นั่งล่วงหน้าเป็นต้น
     
5. การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจการแพทย์ (Medical Profession) เช่น
      
        5.1 การให้บริการทางด้านการแพทย์

        5.2 การค้นหาประวัติของคนไข้

        5.3 การวินิจฉัยโลก

        5.4 การเอ็กซเรย์

        5.5 การชำระเงินค่ารักษา เป็นต้น
   
 6. การนำอินเทอรืเน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจบันเทิง เช่น
        6.1 การดูตารางการฉายภาพยนต์

        6.2 การจองตั๋วชมภาพยนต์ล่วงหน้า

        6.3 การฉายภาพยนต์ตัวอย่าง

        6.4 การฟังเพลงและการดูละครย้อนหลัง
    
7. การนำอินเทอร์เน้ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจการสื่อสาร (Communication) เช่น
      
        7.1 การรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

        7.2 การเชื่อต่ออินเทอร์เน็ตในการสื่อสาร
    
 8. การนำอินเทอร์เน็ตมาในงานทางด้านธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ (Stock Exchange) เช่น
        8.1 การดูข้อมูลการซื้อ-ขายหุ้น

        8.2 การดูสถิติการขึ้น-ลงของหุ้น


 9. การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานทางด้านธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ (Printing Media) เช่น

        9.1 การดูข้อมูลข่าวสารประจำวัน

        9.2 การส่งรูปภาพหรือข่าวสารให้สำนักงานข่าว
     



        

      3.เพื่อให้ทราบลักษณะธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

            ลักษณะของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)



        ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)  คือ ธุรกิจที่ดำเนินการซื้อขายบนอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นระบบและเป็นการดำเนินธุรกิจที่น่าเชื่อถือมาก ซึ่งวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจภานิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีดังนี้

        1. เพื่อเพิ่มช่องทางในการทำการตลาดเเละขยายช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าหรืบริการให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพราะลูกค้าในต่างประเทศ

        2. เป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการ ให้เป็นที่รุ้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

        3. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคโดยไม่ต้องเสียเวลา

 

    

   4. เพื่อให้ทราบประเภทของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

 




         
       ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
                
                  พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ
            
                  • ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)
                
  • ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C))           
                  • ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)          
                  • ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C) 
    
 5.เพื่อให้ทราบวัตถุประสงค์ของการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานธุรกิจ

         วัตถุประสงค์ของการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในงานธุรกิจ
 
             1.เพื่อให้ธุรกิจของตนเองพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าบนอินเทอร์เน็ต
            
             2.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายของธุรกิจ
 
             3.เพื่อให้ข้อมูลของธุรกิจพร้อมให้ลูกค้าเข้ามาค้นหาได้
 
             4.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้า
 
             5.เพื่อขยายผลและขอบเขตการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น
 
             6.เพื่อขจัดปัญหาด้านเวลาดำเนินการของธุรกิจ
 
             7.เพื่อขายสินค้าหรือบริการ
 
             8.เพื่อนำเสนอข้อมูลของธุรกิจแบบมัลติมีเดีย (Multimedia)
 
             9.เพื่อเข้าสู่ตลาดที่ลูกค้ามีความต้องการบริโภคสินค้าสูง
               
               (Highly Desirable Demographic Market)


 
  เอกสารอ้างอิง
 
 
           

 นายพรทวี  พรมจันทร์.(มปป).การใช้อินเทอร์เน็ตในงานธุรกิจ(ออนไลน์).แหล่งที่มา:https://sites.google.com/site/pornthaweenaka/na-senx-khxmul-dwy-tnxeng/hnwy-thi-1-khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-sangkhm-xxnlin/hnwy-thi-2-kar-chi-xinthexrnet-ni-ngan-thurkic.8ธันวาคม 2558 

(มปป).พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(ออนไลน์)
แหล่งที่มา.http://elearning.northcm.ac.th/mis/http://elearning.northcm.ac.th/mis/content.asp?ContentID=84&LessonID=13. 8 ธันวาคม 2558

 

นายสิริศักดิ์  พัฒนสาร.(มปป).การใช้อินเทอร์เน็ตในงานธุรกิจ(ออนไลน์).แหล่งที่มา: https://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-2- kar-chi-xinthexrnet-ni-ngan-thurkic.8 ธันวาคม 2558

























วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หน่วยที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสังคมออนไลน์

 
 
 
หน่วยที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสังคมออนไลน์
 

สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ
 
1. ความหมายของสังคมออนไลน์
 
2.ประเภทของสังคมออนไลน์
 
3.วัตถุประสงค์ของสังคมออนไลน์
 
4.ประโยชน์ของสังคมออนไลน์
 
5.โทษของสังคมออนไลน์
 
6.ประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ Social  Network
 
7.ข้อควรระวังเกี่ยวกับสังคมออนไลน์
 
 
 
 

ความหมายของสังคมออนไลน์
 

  เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network)
เครือข่ายสังคมออนไลน์ หมายถึง สังคมออนไลน์ที่มีการเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างเครือข่ายในการตอบสนองความต้องการทางสังคมที่มุ่งเน้นในการสร้างและสะท้อนให้เห็นถึงเครือข่าย หรือความสัมพันธ์ทางสังคม ในกลุ่มคนที่มีความสนใจหรือมีกิจกรรมร่วมกัน บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จะให้บริการผ่านหน้าเว็บ และให้มีการตอบโต้กันระหว่างผู้ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต
ประเภทของเครือข่ายสังคมออนไลน์
เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ให้บริการตามเว็บไซต์สามารถแบ่งขอบเขตตามการใช้งานโดยดูที่วัตถุประสงค์หลักของการเข้าใช้งาน และคุณลักษณะของเว็บไซต์ที่มีร่วมกัน กล่าวคือ วัตถุประสงค์ของการเข้าใช้งานมีเป้าหมายในการใช้งานไปในทางเดียวกันมีการแบ่งประเภทของเครือข่ายสังคมออนไลน์ออกตามวัตถุประสงค์ของการเข้าใช้งาน ได้ 7 ประเภท

1. สร้างและประกาศตัวตน (Identity Network) เครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทนี้ใช้สำหรับให้ผู้เข้าใช้งานได้มีพื้นที่ในการสร้างตัวตนขึ้นมาบนเว็บไซต์ และสามารถที่จะเผยแพร่เรื่องราวของตนผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยลักษณะของ การเผยแพร่อาจจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ การเขียนข้อความลงในบล็อก อีกทั้งยังเป็นเว็บที่เน้นการหาเพื่อนใหม่ หรือการค้นหาเพื่อนเก่าที่ขาดการติดต่อ                                                                                      
การเขียนบทความได้อย่างเสรี ซึ่งอาจจะถูกนำมาใช้ได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่
1.1 Blog บล็อก เป็นชื่อเรียกสั้นๆ ของ Weblog ซึ่งมาจากคำว่า “Web” รวมกับคำว่า “Log” ที่เป็นเสมือนบันทึกหรือรายละเอียดข้อมูลที่เก็บไว้ ดังนั้นบล็อกจึงเป็นโปรแกรมประยุกต์บนเว็บที่ใช้เก็บบันทึกเรื่องราว หรือเนื้อหาที่เขียนไว้โดยเจ้าของเขียนแสดงความรู้สึกนึกคิดต่างๆ โดยทั่วไปจะมีผู้ที่ทำหน้าที่หลักที่เรียกว่า “Blogger” เขียนบันทึกหรือเล่าเหตุการณ์ที่อยากให้คนอ่านได้รับรู้ หรือเป็นการเสนอมุมมองและแนวความคิดของตนเองใส่เข้าไปในบล็อกนั้น

1.2 ไมโครบล็อก (Micro Blog) เครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทนี้มีลักษณะเด่นโดยการให้ผู้ใช้โพสต์ข้อความ
จำนวนสั้นๆ ผ่านเว็บผู้ให้บริการ และสามารถกำหนดให้ส่งข้อความนั้นๆ ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เช่น Twitter

2. สร้างและประกาศผลงาน (Creative Network) เครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทนี้ เป็นสังคมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการแสดงออกและนำเสนอผลงานของตัวเอง สามารถแสดงผลงานได้จากทั่วทุกมุมโลก จึงมีเว็บไซต์ที่ให้บริการพื้นที่เสมือนเป็นแกลเลอรี่ (Gallery) ที่ใช้จัดโชว์ผลงานของตัวเองไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ รูปภาพ เพลง อีกทั้งยังมีจุดประสงค์หลักเพื่อแชร์เนื้อหาระหว่างผู้ใช้เว็บที่ใช้ฝากหรือแบ่งปัน โดยใช้วิธีเดียวกันแบบเว็บฝากภาพ แต่เว็บนี้เน้นเฉพาะไฟล์ที่เป็นมัลติมีเดีย ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ประเภทนี้ ได้แก่ YouTube, Flickr, Multiply, Photobucket และ Slideshare เป็นต้น
3. ความชอบในสิ่งเดียวกัน (Passion Network) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ทำหน้าที่เก็บในสิ่งที่ชอบไว้บนเครือข่าย เป็นการสร้าง ที่คั่นหนังสือออนไลน์ (Online Bookmarking) มีแนวคิดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเก็บหน้าเว็บเพจที่คั่นไว้ในเครื่องคนเดียวก็นำมาเก็บไว้บนเว็บไซต์ได้ เพื่อที่จะได้เป็นการแบ่งปันให้กับคนที่มีความชอบในเรื่องเดียวกัน สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการเข้าไปหาข้อมูลได้ และนอกจากนี้ยังสามารถโหวตเพื่อให้คะแนนกับที่คั่นหนังสือออนไลน์ที่ผู้ใช้คิดว่ามีประโยชน์และเป็นที่นิยม ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้แก่ Digg, Zickr, Ning, del.icio.us, Catchh และ Reddit เป็นต้น

4. เวทีทำงานร่วมกัน (Collaboration Network) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ต้องการความคิด ความรู้ และการต่อยอดจากผู้ใช้ที่เป็นผู้มีความรู้ เพื่อให้ความรู้ที่ได้ออกมามีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาในที่สุด ซึ่งหากลองมองจากแรงจูงใจที่เกิดขึ้นแล้ว คนที่เข้ามาในสังคมนี้มักจะเป็นคนที่มีความภูมิใจที่ได้เผยแพร่สิ่งที่ตนเองรู้ และทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เพื่อรวบรวมข้อมูลความรู้ในเรื่องต่างๆ ในลักษณะเนื้อหา ทั้งวิชาการ ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ สินค้า หรือบริการ โดยส่วนใหญ่มักเป็นนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ในลักษณะเวทีทำงานร่วมกัน ในลักษณะเวทีทำงานร่วมกัน เช่น Wikipedia, Google earth และ Google Maps เป็นต้น

5. ประสบการณ์เสมือนจริง (Virtual Reality) เครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทนี้มีลักษณะเป็นเกมออนไลน์ (Online games) ซึ่งเป็นเว็บที่นิยมมากเพราะเป็นแหล่งรวบรวมเกมไว้มากมาย มีลักษณะเป็นวิดีโอเกมที่ผู้ใช้สามารถเล่นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์นี้มีลักษณะเป็นเกม 3 มิติที่ผู้ใช้นำเสนอตัวตนตามบทบาทในเกม ผู้เล่นสามารถติดต่อปฏิสัมพันธ์กับผู้เล่นคนอื่นๆ ได้เสมือนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง สร้างความรู้สึกสนุกเหมือนได้มีสังคมของผู้เล่นที่ชอบในแบบเดียวกัน อีกทั้งยังมีกราฟิกที่สวยงามดึงดูดความสนใจและมีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้เล่นรู้สึกบันเทิง เช่น Second Life, Audition, Ragnarok, Pangya และ World of Warcraft เป็นต้น

6. เครือข่ายเพื่อการประกอบอาชีพ (Professional Network) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการงาน โดยจะเป็นการนำประโยชน์จากเครือข่ายสังคมออนไลน์มาใช้ในการเผยแพร่ประวัติผลงานของตนเอง และสร้างเครือข่ายเข้ากับผู้อื่น นอกจากนี้บริษัทที่ต้องการคนมาร่วมงาน สามารถเข้ามาหาจากประวัติของผู้ใช้ที่อยู่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ได้ ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทนี้ได้แก่ Linkedin เป็นต้น

7. เครือข่ายที่เชื่อมต่อกันระหว่างผู้ใช้ (Peer to Peer : P2P) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์แห่งการเชื่อมต่อกันระหว่างเครื่องผู้ใช้ด้วยกันเองโดยตรง จึงทำให้เกิดการสื่อสารหรือแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และตรงถึงผู้ใช้ทันที ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ประเภทนี้ ได้แก่ Skype และ BitTorrent เป็นต้น
 
วัตถุประสงค์ของสังคมออนไลน์
เพื่อเป็นสื่อกลางหรือช่องทางในการติดต่อในลักษณะของการสื่อสารแบบสองทางผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อรูปแบบใหม่ (new media) ที่บุคคลทั่วไปสามารถนำเสนอและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตนเองออกสู่สาธารณะโดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารประเภทต่างๆ โดยมีแหล่งให้บริการเครือข่ายทางสังคมเกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น Facebook, Twitter, LinkedIn, Google Plus, MySpace, YouTube, Blog, Wiki รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เปิดให้บริการ file sharing, photo sharing, video sharing และกระดานข่าว (webboard) เป็นต้นเนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) เป็นเครื่องมือที่มีทั้งประโยชน์และโทษที่ควรระวัง โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะไปแล้วอาจไม่สามารถเรียกกลับคืนได้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อองค์กร
 
 

ประโยชน์ของสังคมออนไลน์

1. สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
2. เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคาถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคาตอบได้ช่วยกันตอบ
3. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
4. เป็นสื่อในการนาเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น
5. ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสาหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
6. ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น
7.  คลายเครียดได้สาหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
8. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
 
 
 
 
โทษของสังคมออนไลน์
1. เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนามาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
2. Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
3. เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
4. ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Networkยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กาหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้
5. ผู้ใช้ที่เล่น socialnetwork และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้
6. ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ socialnetwork มากเกินไปอาจทาให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่าลงได้
          7.  จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์
 
 
           
 
ประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ Social  Network
 
1. คอมพิวเตอร์
 
2.สมาร์ทโฟน
 
3.เเท็ปเล็ต

 
 
 
 
 

 

 

ข้อควรระวังเกี่ยวกับสังคมออนไลน์
 
โลกของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ก็ไม่ต่างจากโลกความเป็นจริง ที่มีทั้ง “คนดี” “คนร้าย” “ตัวจริง” “ตัวปลอม” ปะปนกันไปหมด แต่ที่น่าวิตกกว่าโลกความเป็นจริง คือ เรื่องราวบนโลกสังคมออนไลน์ แพร่กระจายไปได้เร็วมาก แล้วก็หยุดยากเสียด้วย บางคนใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ คาดไม่ถึงว่าจะเกิดผลเสียหายตามมา อย่างกรณีที่มีข่าวลือที่สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น และมีการส่งต่อให้เพื่อนๆ หลังจากนั้นไม่นานผู้เผยแพร่ข้อความได้ถูกตำรวจจับกุมข้อหากระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และก็มีตัวอย่างข่าวลักษณะแบบนี้อยู่หลายกรณี จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเป็น “สังคม” ก็ต้องมีกฎระเบียบ มีข้อควรปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นสังคมบน “โลกออนไลน์” หรือ “โลกความเป็นจริง” จึงขอกล่าวถึงข้อควรปฏิบัติและควรระวังในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ดังนี้
  1. พึงตระหนักเสมอว่าการโพสต์ข้อความ หรือแสดงความคิดเห็นให้เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นข้อความที่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ ดังนั้นผู้เผยแพร่ต้องรับผิดชอบ ทั้งด้านสังคม และกฎหมาย 
  2. อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป บนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงข้อมูลทางการเงิน เพราะการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเท่าไหร่ ภัยร้ายก็จะเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นเท่านั้น การระบุ วัน เดือน ปีเกิด จะทำให้มิจฉาชีพทราบถึงอายุ หากเป็นเด็ก หรือวัยรุ่น จะยิ่งเป็นเป้าหมายเพราะล่อลวงได้ง่าย
  3. ไม่ควรโพสต์ข้อความ ที่ชี้ชวนให้มิจฉาชีพรับรู้ความเคลื่อนไหวส่วนตัวของเราตลอด เช่น บอกสถานะว่าไม่อยู่บ้าน หรือเดินทางไปที่ไหน ขับรถอะไร ซึ่งทำให้ผู้ไม่หวังดีวางแผนมาทำร้าย หรือวางแผนขโมยทรัพย์สินเราได้ 
  4. ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการโพสต์ หรือ เผยแพร่ ส่งต่อ ข้อความ รูปภาพ วีดิโอที่อาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย เช่น ภาพหลุด คลิปหลุด หรือ โพสต์รูปภาพที่สื่อถึงอบายมุขต่างๆ และไม่ควรใช้ถ้อยคำหยาบคาย ถ้อยคำลามก อนาจาร ดูหมิ่น ส่อเสียด เสียดสี ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม 
  5. พึงระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไว้ใจหรือเชื่อใจคน ที่รู้จักผ่านอินเทอร์เน็ต ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ หรือชื่อสถานศึกษา เพราะอาจถูกหลอกลวง หรือล่อลวงไปทำอันตรายได้ 
  6. ให้ระมัดระวังการเช็คอิน (Check-in) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายภาพ ระบุพิกัด และเวลา เพราะภาพทุกภาพ การโพสต์ทุกอย่างจะอยู่ในอินเทอร์เน็ต ไม่มีวันถูกลบอย่างแท้จริง
ข้อควรระวังที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการปฏิบัติในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้เท่าทันภัยคุกคามต่างๆ จากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อจะช่วยป้องกันภัยหรือลดความเสียหายลงได้
 
 


อกสารที่เกี่ยวข้อง
 

Phutthawan Kaewket.2556.เครือข่ายสังคมออนไลน์.(ออนไลน์).แหล่งที่มา: http://phutthawan.blogspot.com/.
17 พฤศจิกายน 2558 .
 
(มปป).''Social network สังคมออนไลน์_ 05''.(ออนไลน์)
.แหล่งที่มา:https://sites.google.com/site/socialnetworksangkhmxxnlin05.17 พฤศจิกายน 2558
 
 
เพ็ญพิมล คงมนต์.2555.“ข้อควรปฏิบัติและควรระวังในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์”.(ออนไลน์)
.แหล่งที่มา:http://www2.ipsr.mahidol.ac.th/newsletter/index.php/2012-11-08-03-49-15/34-2/93-cat-popdev-vol34-no2/169-2013-12-12-02-59-10.html. 17 พฤศจิกายน 2558