วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

การป้องกันและกำจัดไวรัส



หน่วยที่ 8
 
การป้องกันและกำจัดไวรัส



1.เพื่อให้ทราบความหมายและประเภทของไวรัส

ความหมายของไวรัสคอมพิวเตอร์

ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) หรือเรียกสั้นว่า ไวรัส คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บุกรุกเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ ส่วนมากมักจะมีประสงค์ร้ายและสร้างความเสียหายให้กับระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ

ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์

บูตไวรัส

 (boot virus) คือไวรัสคอมพิวเตอร์ที่แพร่เข้าสู่ เป้าหมายในระหว่างเริ่มทำการบูตเครื่อง ส่วนมาก มันจะติดต่อเข้าสู่แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ระหว่างกำลังสั่งปิดเครื่อง เมื่อนำแผ่นที่ติดไวรัสนี้ไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ไวรัสก็จะเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ตอนเริ่มทำงานทันที
บูตไวรัสจะติดต่อเข้าไปอยู่ส่วนหัวสุดของฮาร์ดดิสก์ ที่มาสเตอร์บูตเรคคอร์ด (master boot record) และก็จะโหลดตัวเองเข้าไปสู่หน่วยความจำก่อนที่ระบบปฏิบัติการจะเริ่มทำงาน ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไฟล์ไวรัส

 (file virus) ใช้เรียกไวรัสที่ติดไฟล์โปรแกรม เช่นโปรแกรมที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต นามสกุล.exe โปรแกรมประเภทแชร์แวร์เป็นต้น

มาโครไวรัส

 (macro virus) คือไวรัสที่ติดไฟล์เอกสารชนิดต่างๆ ซึ่งมีความสามารถในการใส่คำสั่งมาโครสำหรับทำงานอัตโนมัติในไฟล์เอกสารด้วย ตัวอย่างเอกสารที่สามารถติดไวรัสได้ เช่น ไฟล์ไมโครซอฟท์เวิร์ด ไมโครซอฟท์เอ็กเซล เป็นต้น

โทรจัน

 (Trojan) คือโปรแกรมจำพวกหนึ่งที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝง กระทำการบางอย่าง ในเครื่องของเรา จากผู้ที่ไม่หวังดี ชื่อเรียกของโปรแกรมจำพวกนี้ มาจากตำนานของม้าไม้แห่งเมืองทรอยนั่นเอง ซึ่งการติดนั้น ไม่เหมือนกับไวรัส และหนอน ที่จะกระจายตัวได้ด้วยตัวมันเอง แต่โทรจัน (คอมพิวเตอร์)จะ ถูกแนบมากับ อีการ์ด อีเมล์ หรือโปรแกรมที่มีให้ดาวน์โหลดตามอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ใต้ดิน และสุดท้ายที่มันต่างกับไวรัสและเวิร์ม คือ มันจะสามารถเข้ามาในเครื่องของเรา โดยที่เราเป็นผู้รับมันมาโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง


2.เพื่อให้ทราบวิธีป้องกันสปายแวร์และซอลแวร์ที่ไม่พึงประสงค์


วิธีการป้องกัน สปายแวร์  เพื่อที่จะป้องกันการเข้ามาติดตั้งสปายแวร์อย่างไม่ได้ตั้งใจ แนะนําให้ปฏิบัติตามวิธีการ
 ดังนี้  - ไม่คลิ้กลิ้งบนหน้าต่างเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นมาอัตโนมัติหรือโฆษณาที่ป๊อบอัพขึ้นมา เพราะป๊อบอัพ เหล่าน้ันมัก
จะมีตัวสปายแวร์ฝังอยู่ การคลิ้กลิ้งเหล่านั้นจะทําให้สปายแวร์ถูกนําเข้ามาติดตั้งบนเครื่องของคุณ ผ่านวินโดวส์ได้ในทันที โดยวิธีการปิดหน้าต่างป๊อบอัพเหล่านั้นควรคลิ้กที่ปุ่ม "X" บนแถบเมนู Title bar แทนที่จะปิดด้วยคําสั่ง close บนแถบแสดงเครื่องมือมาตรฐานของวินโดว์ (standard toolbar)  - ควรเลือกที่คําตอบ "No" ทุกครั้งที่มีคําถามต่างๆ ถามขึ้นมาจากป๊อบอัพเหล่านั้น คุณต้อง ระมัดระวังเป็นอย่างมากกับคําถามที่ปรากฏขึ้นมาเป็นไดอะล็อกบ็อกซ์ต่างๆ แม้ว่าไดอะล็อกบ๊อกซ์เหล่านั้นจะ
8
เกิดขึ้นตอนคุณกําลังรันโปรแกรมเฉพาะที่คุณจะใช้งาน หรือใช้โปรแกรมอื่นอยู่ก็ตาม ควรปิดหน้าต่างป๊อบอัพ เหล่านั้นด้วยวิธีคลิ้กที่ปุ่ม "X" บนแถบเมนู Title bar แทนที่จะปิดด้วยคําสั่ง close บนแถบแสดงเคร่ืองมือ มาตรฐานของวินโดว์ (standard toolbar)  - ควรระมัดระวังอย่างมากในการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่จัดให้ดาวน์โหลดฟรี เพราะมีหลายเว็บไซต์ ที่ จัดหาแถบเครื่องมือแบบที่ให้ผู้ใช้ปรับแต่งเองหรือมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่เหมาะสําหรับผู้ใช้ให้ปรับแต่งเองไว้ให้ ดาวน์โหลดบนอินเทอร์เน็ต สําหรับท่านที่ต้องการใช้คุณสมบัติของเครื่องมือเหล่านี้ ไม่ควรจะดาวน์โหลด เครื่องมือเหล่านี้มาจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และต้องตระหนักเสมอว่ามันเป็นการปล่อยให้สปายแวร์ผ่านเข้า มายังเครื่องคุณได้ด้วย  - ไม่ควรติดตามอีเมล์ลิ้งที่ให้ข้อมูลว่ามีการเสนอซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ เหมือนกับอีเมล์ที่ให้ ข้อมูลว่ามีการเสนอซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส ซึ่งอันที่จริงลิ้งเหล่านั้นจะนําไปสู่แนวทางที่ตรงกันข้าม คือเป็นการ ถามเพื่อให้คุณคลิ้กอนุญาตให้สปายแวร์เขา้มาดําเนินการติดตั้งในเครื่องโดยไม่ถูกขัดขวาง วิธีการป้องกนั ไวรัสคอมพิวเตอร์ วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ ให้ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสแล้วทําการ อัพเดทไวรสัอย่างสม่ําเสมอ และให้ทําการสแกนไวรสัเป็นประจํา โดยสแกนแบบ Full  - ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและอัปเดตข้อมูลไวรัสอยู่เสมอ - ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เหมาะสมกบั OS ของเครื่อง - สร้างแผ่น Emergency Disc หรือแผ่น boot CD/USB เพื่อใช้ในการกู้ระบบ - อัปเดตข้อมูลไวรัสของโปรแกรมทุกวัน หรอื ทุกครั้งที่โปรแกรมแจ้งเตือนให้อัปเดต - เปิดใช้งาน auto-protect ถ้าโปรแกรมสนับสนุน - ตรวจสอบหาไวรัสทุกครั้งกอ่นเปิดไฟล์จากแผ่นหรือสื่อบันทึกข้อมูลตา่ง ๆ - ใช้โปรแกรมเพื่อทําการตรวจหาไวรัสบนเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ 
ติดตั้งโปรแกรมอุดช่องโหว่(patch) โดยการอัปเดตซอฟต์แวร์และโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ให้ ใหม่อยู่เสมอ - ระบบปฏิบัติการ(OS) Windows , โปรแกรม Internet Explorer (IE) และโปรแกรม Microsoft Office เป็นต้น 
ระวังภัยจากการเปิดไฟล์จากสื่อบันทึกข้อมูล(Media) ต่าง ๆ - เช่น แผ่นฟลอ็ปปี้ดิสก์ แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี เทปแบ็กอัป หรอืไม่ทราบแหลง่ที่มา เป็นต้น - สแกนหาไวรัสจากสื่อบันทกึข้อมูล ก่อนใช้งานทุกครั้ง - ไม่ควรเปิดไฟล์ที่มีนามสกลุแปลก ๆ ที่นา่สงสัย เช่น .pifเป็นต้น รวมทั้งไฟล์ที่มีนามสกุลซ้อนกัน เช่น .jpg,.exe ,.gif.scr , txt.exe เป็นต้น ให้ลบไฟล์นั้นทิ้งทันที 


3.เพื่อให้ทราบวิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์

หลักการทั่วไปของการป้องกนัมีดังนี้  - จํากัดสิทธิ์ของผู้ใช้ (Least user privilege) หมายถึงไม่ควรใช้ Admin account ในการใช้งาน คอมพิวเตอร์ เนื่องจากสิทธิ์ Admin เป็นสิทธิสูงสุดของคอมพิวเตอร์ เมื่อถูกไวรัสจู่โจมทําให้ไวรัสนั้นมีสิทธิ เทียบเท่า Admin ไปด้วย ดังนั้นในการใช้งานทั่วไป ควรตั้งผู้ใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนที่ใช้งานเครื่อง คอมพิวเตอร์นั้น เช่น ชื่อผู้ใช้ Kanyarat ที่มีสิทธิการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ใกล้เคียงกับสิทธิ Admin เป็น ต้น เมื่อถูกไวรัสจู่โจมสามารถกําจัดไวรัสไดง้่ายกว่า  - update Web browser บ่อยๆ รวมถึง update plugin  - update program สแกนไวรัสท่ีติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ตามระยะเวลา  - ติดตั้งโปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง  - ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส สปายแวร์ มัลแวร์ โดยเฉพาะโปรแกรมป้องกันไวรัสเพียงอย่างใดอย่าง หนึ่งเท่าน้ัน เพื่อป้องกันการทํางานข้าลงของเครื่องคอมพิวเตอร์  - รหัสผ่านที่ใช้สําหรับเข้าใช้งานแต่ละโปรแกรมไม่ควรใช้รหัสเดียวกัน เพื่อป้องกันการถูกแฮ็ค  - ควรติดตั้งเฉพาะโปรแกรมที่จําเปน็สําหรับการปฏิบัติงานเท่านั้น  - เมื่อจะเข้าใช้เว็บไซต์ใดให้สังเกตชื่อเว็บไซต์ (URL เช่น http://www.it.chula.ac.th) ว่าแปลกไป จากเดิมหรือไม่ เพราะอาจจะเข้าเว็บไซต์ที่เป็นไวรัสได้ วิธีการป้องกัน


4.เพื่อให้ทราบโปรแกรมที่นิยมใช้ในการป้องกันไวรัส

1. AVG Antivirus Free Edition 2011: เป็นโปรแกรมที่สามารถป้องกันไวรัสและสปายแวร์ ตัวใหม่ๆ ได้ เช่น ไวรัสที่มากับ E-mail เพราะทุกวันนี้ไวรัสและสปายแวร์จะมีการอัพเดทความสามารถในการทำลายอยู่ตลอด ดังนั้นเราก็ควรอัพเดทโปรแกรมที่มีอยู่และอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ๆ ของโปรแกรมอยู่ตลอดนะจ๊ะ ถ้ายังไม่มีโปรแกรมสแกนไวรัส ลองใช้โปรแกรมที่ติดอันดับต้นๆ ของการดาวน์โหลดอย่าง AVG Antivirus Free Edition 2011 มาลองใช้กันได้นะจ๊ะ
 
 
 
 
 
 
2. Avira AntiVir Personal Free Edition: สามารถกำจัดไวรัสได้มากว่า 300,000 ชนิด มีการอัพเดท ข้อมูลไวรัสในเครื่องของเราแบบอัตโนมัติ ทำให้โปรแกรมไม่ล้าหลัง และตามไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ทัน โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเล่นอินเทอร์เน็ต และชอบดาวน์โหลด ทั้งหลาย แต่บางทีเวลาที่เราสแกน โปรแกรมก็ชอบลบข้อมูลบางอย่างออกไปด้วย และไม่ค่อยซับพอร์ตโปรแกรมอื่นเท่าไหร่ค่ะ
 
 
 
 
3. Avast Free Antivirus: สามารถป้องกันไวรัส Spyware หรือ Malware ต่าง ๆ ที่แฝงตัวมากับเว็บไซต์ไม่ให้เข้ามาทำร้ายข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ การสแกนสามารถสแกนได้ทั้งไฟล์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และสแกนขณะที่บู๊ตเครื่องก็ได้ค่ะ โดยโปรแกรมจะตรวจจับไวรัสและกำจัดไวรัสให้ทันทีที่พบ และในปัจจุบันโปรแกรมสามารถรองรับภาษาได้มากกว่า 19 ภาษา เป็นโปรแกรมที่มี
ขนาดเล็ก กระทัดรัด สามารถใช้งานได้ง่าย ที่สำคัญไม่หนักเครื่องด้วยนะจ๊ะ
 
 
 


 
4. PC Tools AntiVirus Free: โปรแกรมนี้ก็จะช่วยป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่ให้ติดไวรัสได้ง่ายๆ ซึ่งเหมือนกับโปรแกรมสแกนไวรัสตัวอื่น ๆ สำหรับโปรแกรมนี้สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี แต่ขนาดของไฟล์อาจจะค่อนข้างใหญ่ และอาจทำให้หนักเครื่องอยู่บ้างนะค่ะ
 

 
 
 
5. Microsoft Security Essentials: สำหรับโปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมที่สามารถตรวจสอบและกำจัดไวรัสหรือสปายแวร์ได้เกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าไวรัสจะเปลี่ยนสถานะในการเข้าถึงข้อมูลของเราเป็นอย่างไรก็ตาม โปรแกรมก็จะตรวจพบไวรัสได้อยู่ดี ถ้าใครยังไม่มีโปรแกรมสแกนไวรัสลองโหลดโปรแกรมตัวนี้ไปใช้ดูนะคะ เพราะเป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Microsoft เองซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ในระบบปฏิบัติการ Windows อุ่นใจขึ้นได้อีกเยอะเลยค่ะ
ปล. อย่าลืมว่าในการติดตั้งโปรแกรมนี้  Windows ของคุณจะต้องเป็น Windows ที่ถูกลิขสิทธิ์ด้วยนะค่ะ
 




 
 
6. ThreatFire AntiVirus Free Edition: โปรแกรมป้องกันและกำจัดไวรัสตัวนี้มีความสามารถตรวจจับได้ทั้ง trojans, rootkits, hijackers, keyloggers และ Malware ตัวอื่นๆ แต่ว่าโปรแกรมสแกนไวรัสตัวนี้ไม่สามารถสแกนทีละ File หรือ Folder ได้ เพราะโปรแกรมจะบังคับให้สแกนทุกไดร์ฟพร้อมกันหมดค่ะ
 
 
 
7. Emsisoft Anti-Malware 5.0: สำหรับโปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมที่ช่วยป้องกันไวรัสโทรจันประเภท Back Orifice และโปรแกรมนี้ยังสามารถตรวจหาไวรัสที่แนบมากับ E-Mail ที่เป็นตระกูล ZIP, ARJ, CAB หรือไฟล์ที่มาจากการดาวน์โหลดได้เช่นกัน และในโปรแกรมนี้ยังสามารถสแกนตัวโทรจันและระบุข้อมูลของไวรัสโทรจันแต่ละประเภทได้อีกด้วยหากคุณต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสโทรจันเหล่านี้ ถ้าใครคิดจะใช้โปรแกรมนี้คงต้องใช้เวลานานในการติดตั้ง เพราะโปรแกรมมีขนาดใหญ่พอสมควรค่ะ
 
 
 
 
 
 

8. Panda Cloud Antivirus Free: เป็นโปรแกรมที่มีขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์น้อย สำหรับโปรแกรมนี้สามารถใช้งานง่าย เพราะมีไอคอนเพียงไม่กี่ปุ่ม ในการทำงานของโปรแกรมนี้จะทำการอัพเดทอัตโนมัติเมื่อเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถสแกนไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ อีกทั้งยังสแกนรวดเร็ว
 
 
 
9. Multi Virus Cleaner 2009: โปรแกรมตัวนี้เป็นโปรแกรมเอนกประสงค์ที่สามารถตรวจจับและกำจัดไวรัสหรือสปายแวร์ได้ และสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสของตัวเองเพื่อให้โปรแกรมสามารถตรวจจับไวรัสชนิดใหม่ๆ ได้ โดยคุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมตัวนี้มาใช้งานได้หากเครื่องของคุณมีปัญหา นอกจากนี้โปรแกรมสแกนไวรัส Multi Virus Cleaner 2009 ยังสามารถตรวจพบไวรัสได้มากถึง 6,400 ประเภทในแบบต่างๆกันได้อย่างไม่มีปัญหา
 
 
 
 
 
10. Avast – Virus Cleaner and Worm Removal Tool: โปรแกรมนี้จะช่วยกำจัดไวรัส และหนอนต่างๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการลบจาก Registry หรือ Start up สำหรับข้อเสียของโปรแกรมนี้ คือไม่สามารถกำจัดไวรัสได้ทุกตัว ส่วนข้อดี คือ โปรแกรมนี้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งให้ยุ่งยาก เพียงแค่ดับเบิ้ลคลิกก็สามารถใช้งานได้ทันที และข้อดีอีกอย่าง โปรแกรมนี้สามารถพกพาได้ง่าย เพียงแค่เรา Save ใส่ Flash Drive ก็สามารถนำไปสแกนได้ทุกที่ค่ะ
 
 
 
 
 
 
แต่อย่าลืมนะว่า.!!! โปรแกรมเถื่อนทุกวันนี้เยอะมาก ซึ่งบางที่โปรแกรมเหล่านี้ก็อาจจะมีไวรัสแฝงตัวมาด้วย ดังนั้นเราควรเลือกโปรแกรมที่ถูกลิขสิทธิ์ และสามารถอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ ๆ ได้อัตโนมัติ เพราะจะมีประสิทธิภาพมากกว่านะค่ะ
ข้อมูลอ้างอิงจาก download.cnet.com



เอกสารอ้างอิง

(มปป).ความหมายของไวรัสคอมพิวเตอร์(ออนไลน์).แหล่งที่มา:https://satitwatprasri.wordpress.com/about/.19 มกราคม 2559

Pang Poko.2553.รวม 10 โปรแกรมสแกนไวรัสที่มีคนโหลดเยอะ.แหล่งที่มา:http://www.techxcite.com/topic/4217.html. 19 มกราคม 2559



นางสาวสุนิษา นาคสระน้อย บช1/3 เลขที่ 19

นางสาวศิริรัตน์ ศรีขวัญม้า  บช1/3 เลขที่ 26














 

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

การเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต



หน่วยที่7
 
การเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


1.เพื่อให้ทราบความหมายและคุณลักษณะพิเศษของเครือข่ายการเรียนรู้



ความหมายของเครือข่ายการเรียนรู้

หมายถึง การเรียนรู้ในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมทางการศึกษาทุกระดับ มีองค์ประกอบสำคัญ
คือ อุปกรณืคอมพิวเตอร์

 
คุณลักษณะพิเศษของเครือข่ายการเรียนรู้

 

1.สามารถเข้าถึงได้กว้างขวาง ง่าย สะดวก เรียกข้อมูลมาใช้ได้ง่าย
2.เป็นการเรียนแบบร่วมกันและทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
3.สร้างกิจกรรมการเรียนรู้
4.ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเรียนการสอน
5.จัดให้เครือข่ายการเรียนรู้เป็นเสมือนชุมชนของการเรียนรู้แบบออนไลน์

 
 
 
2.เพื่อให้ทราบเเนวทางการบริหารจัดการและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้
 
แนวทางการบริหารจัดการและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้
แบ่งออกเป็น 4 ขั้น ดังนี้
1. ขั้นการก่อรูปเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network forming) เป็นการก่อตัวขึ้นโดยมีแนวทางสำคัญที่ควรดำเนินดาร 4 ประการ ได้แก่ การสร้างความตระหนักในปัญหาและการสร้างสำนึกในการรวมตัว การสร้างจุดรวมของผลประโยชน์ในเครือข่ายการแสวงหาแกนนำที่ดีของเครือข่าย และการสร้างแนวร่วมของสมาชิกเครือข่าย ถ้าเครือข่ายแห่งใดปฏิบัติได้ตามแนวทางดังกล่าวก็เชื่อได้ว่าจะสามารถก่อตั้งเครือข่ายในชุมชนได้อย่างแน่นอน
2. ขั้นการจัดระบบบริหารเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network organizing) การจัดระบบบริหารเครือข่ายการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ มีองค์ประกอบสำคัญที่ควรพิจารณา 5 ประการ คือ การจัดผังกลุ่มเครือข่าย การจัดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในเครือข่าย การจัดระบบการติดต่อสื่อสาร การจัดระบบการเรียนรู้ร่วมกัน และการจัดระบบสารสนเทศ ดังนั้นถ้าสามารถจัดระบบบริหารเครือข่ายได้ครบถ้วนดังกล่าว ผลที่ตามมาก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น
3. ขั้นการใช้เครือข่ายการเรียนรู้(learning network utilizing ) การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการเรียนรู้จากการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีกลางประสานงานร่วมกันระหว่างสมาชิกภายในและภายนอกเครือข่าย การใช้เครือข่ายเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนสารสนเทศและความรู้ของสมาชิกเครือข่าย และผู้สนใจการใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนระดมทรัพยากรร่วมกันของสมาชิกเครือข่าย การใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้แก่สมาชิกทั้งภายในและภายนอกเครือข่ายและการใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีสร้างกระแสผลักดันประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นปัญหาของชุมชนและสังคม
4. ขั้นการธำรงรักษาเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network maintaining) การธำรงรักษาเครือข่ายเพื่อให้ดำเนินการไปสู่ความสำเร็จนั้น มีแนวทางปฏิบัติ 6 ประการดังนี้ การจัดดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่างสมาชิกเครือข่าย การกำหนดกลไกและการสร้างระบบแรงจูงใจให้แก่สมาชิกของเครือข่าย การให้ความช่วยเหลือและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
 
3.เพื่อให้ทราบกระบวนการเเละวิธีการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
 
 
กระบวนการและวิธีการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
1. การตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายเป็นขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติงานหรือฝ่ายจัดการตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายเพื่อที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายรวมทั้งพิจารณาถึงองค์กรต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมเพื่อรวมเข้าเป็นเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน
2. การติดต่อกับองค์กรที่จะร่วมเป็นเครือข่ายหลังจากตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรที่เห็นว่าเหมาะสมในการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายแล้ว ก็จะเป็นขั้นการติดต่อสัมพันธ์เพื่อชักชวนให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการเรียนรู้ โดยต้องสร้างความคุ้นเคย การยอมรับและความไว้ว่างใจระหว่างกันมีการให้ข้อมูล และแลกเปลี่ยนข้อมูล กระตุ้นให้คิดร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องเดียวกันของเครือข่าย ถือว่าเป็นการเตรียมกลุ่มเครือข่าย
3. การสร้างพันธกรณีร่วมกัน เป็นข้นตอนการสร้างความผูกพันร่วมกัน มีการตกลงใจในความสัมพันธ์ต่อกันและตกลงที่จะทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายซึ่งการทำกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาร่มกันจะต้องมีความรู้เพียงพอที่จะทำกิจกรรมได้โดยการเชิญวิทยากรมาถ่ายถอดเพิ่มพูนความรู้ การไปศึกษาดูงาน เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นกลุ่มศึกษาเรียนรู้ขึ้นในองค์กรเครือข่าย
4. การพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน เป็นขั้นตอนที่สร้างเครือข่ายให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมโดยเริ่มทำกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีการตกลงในเรื่องของการบริหารจัดการขององค์กรเครือข่าย ซึ่งเริ่มด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดกิจกรรม กำหนดบทบาทของสมาชิก รวมทั้งสิทธิหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องชัดเจนขึ้น เกิดเป็นกลุ่มกิจกรรมขึ้นในองค์กรเครือข่าย
5. การทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากมีการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันแล้ และนำไปสู่การทำกิจกรรมร่วมกันจนมีผลงานเป็นที่ปากฎชัด เกิดประโยชน์ร่วมกันในองค์กรเครือข่าย จนเกิดการขยายกลุ่มเครือข่ายมากยิ่งขึ้น
6. การรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรใหม่ร่วมกัน เพื่อรองรับจำนวนสมาชิกใหม่ที่มากขึ้น
4.เพื่อให้ทราบความหมายของ E-Learning
 
ความหมายของ e-Learning
e-Learning (Electronic learning) คือ การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ความหมายของ E-learning ถูกตีความต่างกันไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน แต่มีส่วนที่เหมือนกันคือใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยมีการพัฒนาตลอดเวลา ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สำหรับผู้เขียนให้ความหมายของ E-learning ว่าเป็น "การใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตเข้ามาส่งเสริมการเรียน การสอน ให้เกิดประสิทธิผล"
คำว่า E นั้นย่อมาจาก Electronic ส่วนคำว่า learning มีความหมายตรงตัวว่าการเรียนรู้ เมื่อนำมารวมกันหมายถึงการเรียนรู้โดยใช้ electronic หรือ internet เป็นสื่อ คำที่มีความหมายใกล้เคียงเช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI = Computer Assisted Instruction) หรือ การสอนบนเว็บ (WBI = Web-based Instruction)
#1 อีเลินร์นิ่ง คือ การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยมีการพัฒนา และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตลอดเวลา
#2 อีเลิร์นนิ่ง คือ การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
#3 อีเลิร์นนิ่ง คือ การใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตเข้ามาส่งเสริมการเรียน การสอน ให้เกิดประสิทธิผล คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับอีเลิร์นนิ่ง เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI = Computer Assisted Instruction) หรือ การสอนโดยใช้เว็บเป็นฐาน (WBI = Web-based Instruction) หรือ การเรียนรู้โดยใช้เว็บเป็นฐาน (Web-based Learning)


5.เพื่อให้ทราบปัญหาการพัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านระบบเครือเทอร์เน็ตในประเทศไทย

 
 
 
ปัญหาการพัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

 

1. ปัญหาการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร
2. ปัญหาเรื่องราคาของซอฟต์แวร์ CMS/LMS และการลิขสิทธิ์
3. ปัญหาเรื่องทีมงานดำเนินการ
4. ปัญหาเกี่ยวกับ Infrastructure
5. ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดทำระบบ CMS/LMS
 

6.เพื่อให้ทราข้อดีเเละข้อเสียของการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
 
 
 
ข้อดีและข้อเสียของการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

 
 
ข้อดี
1.ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนสอนในเวลาเดียวกัน
2.ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน

ข้อเสีย
1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
2.ไม่สามารถสื่อความรู้สึกอารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

 
 
 
 
7.เพื่อให้ทราบข้อคำนึงถึงในการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
 
ข้อคำนึงในการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต



1. ความพร้อมของอุปกรณ์และระบบเครือข่าย
2. ทักษะใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
3. ความพร้อมของผู้เรียน
4. ความพร้อมของผู้สอน
5. เนื้อหา บทเรียน
 
 
8.เพื่อให้ทราบเว็บไซต์ที่เป็นเครือข่ายการเรียนรู้
 
เว็บไซต์ที่เป็นเครือข่ายการเรียนรู้



♣ Trueplookpanya.com
♣ Kroobannok.com
 
 
 เอกสารอ้างอิง
 
Administrator.(มปป). ความหมายของ E-Learning(ออนไลน์).แหล่งที่มา:

http://km.rubber.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=4213:-e-
learning-&catid=80:learning-organization-lo&Itemid=195.12 มกราคม 2559
 
 
(มปป).เครือข่ายการเรียนรู้(ออนไลน์).แหล่งที่
มา:https://2educationinnovation.wikispaces.com/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%
E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%
B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%
A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89.12 มกราคม 2559
 
 
 
นางสาวสุนิษา นาคสระน้อย เลขที่ 19 บช.1/3
 
นางสาวศิริรัตน์ ศรีขวัญม้า  เลขที่ 26 บช.1/3


 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

โปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล



หน่วยที่ 6
 
โปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 

1.เพื่อให้ทราบความหมายของโปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล


ความหมายของโปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

     การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล (Personal Information Manager) หมายถึง การพัฒนากลยุทธ์ที่ชัดเจนในการดำเนินการกับสารสนเทศที่ได้รับ
    สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารทุกประเภทที่ได้รับ
    ส่วนบุคคล (Personal) หมายถึง การที่บุคคลมีความต้องการหรือความจำเป็นในการใช้สารสนเทศหนึ่ง
 
 

 


2.เพื่อให้ทราบความสำคัญของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล


ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 
1. วิเคราะห์ความต้องการด้านสารสนเทศของตนเอง
2. สำรวจและทดลองระบบ
3. พัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถกำหนดระบบที่เหมาะสมที่สุด
4.นำระบบที่กำหนดแล้วมาใช้งาน
5.ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ

3.เพื่อให้ทราบองค์ประกอบและประเภทของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 

องค์ประกอบของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 
ส่วนรับเข้า
 - ความต้องการด้านสารสนเทศของผู้ใช้
 - ข้อมูลที่เข้าสู่ระบบ
ส่วนประมวลผล (Processing Unit)
ส่วนแสดงผล (Output Unit)
 
 
 
 
ประเภทของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 
 
*ประเภทของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล จำแนกตามรูปลักษณ์
    1.ประเภทโปรแกรมสำเร็จรูป
    2.ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในลักษณะการใช้งานอิสระ
    3.ฟังก์ชันการทำงานหลัก
    4.โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้งานในสำนักงานทั่วไป
*ประเภทของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลจำแนกตามฟังก์ชัน
    1.ประเภทพื้นฐาน
    2.ประเภทกึ่งซับซ้อน
    3.ประเภทซับซ้อน

 
4.เพื่อให้ทราบระบบนัดหมายและระบบติดตามส่วนบุคคล

ระบบนัดหมายส่วนบุคคล
 
มีประโยชน์ ดังนี้
 

1.การใช้งานระบบ                                  
2.เป็นระบบที่ใช้งานง่าย
3.ระบบมีการบันทึกข้อมูลแบบลัด                  
4.มีสัญญาณเตือนการนัดหมาย
5.มีระบบช่วยจำ                                   
6.ป้อนข้อความเตือนความจำเข้าสู่ระบบนัดหมายอัตโนมัติ


ระบบการติดตามงานส่วนบุคคล
 
1.ระบบติดตามงานส่วนบุคคล เป็นดปรแกรมอรรถประโยชน์เช่นเดียวกับนาฬิการปลุกและเครื่องคิดเลข
2.ระบบติดตามงานส่วนบุคคล หมายถึง บัญชีรายการงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการ
3.ระบบติดตามงานส่วนบุคคล เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการบริหารงานและเวลาของแต่ละบุคคล
4.มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง จึงจ้องทำงานแบบเร่งรีบในช่วงเวลาสุดท้าย

 

5.เพื่อให้ทราบพัฒนาการของระบบติดตามงานส่วนบุคคล


พัฒนาการของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 
 
1.ระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปกระดาษที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
2.ระบบสารสนเทศส่วนบุคคล มีความหลากหลายทั้งด้านรูปลักษณ์ ระดับความสามารถในการทำงาน และราคา
3.ระบบการจัดการสารสนเทศของกลุ่ม

6.เพื่อให้ทราบเกณฑ์การเลือกระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล


เกณฑ์การเลือกระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 
 1.ความต้องการด้านสารสนเทศ            
 2.ความต้องการระบนัดหมายส่วนบุคคล
 3.ความต้องการระบติดตามงานหรือไม่     
 4.ความต้องการระบบติดต่อสื่อสารในลักษณะใด

 5.สภาพแวดล้อในการทำงาน              
 6.การทำงานในลักษณะคนเดียวหรือกลุ่ม
 7.การทำงานภายในหรือภายนอกองค์กร   
 8.การติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น
 9.ความสามารถในการทำงาน              
10.การรับฟังความคิดเห็น
 
 

 
เอกสารอ้างอิง
 
internetjamesji.(มปป).หน่วยที่ 6 โปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล.แหล่งที่มา:https://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-6-porkaerm-cadkar-sarsnthes-swn-bukhkhl.วันที่ 5 มกราคม 2559
 
 
 
นางสาวสุนิษา นาคสระน้อย  บช1/3 เลขที่ 19
 
นางสาว ศิริรัตน์ ศรีขวัญม้า  บช1/3 เลขที่ 26
 
 
 





วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การใช้บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์


หน่วยที่ 5
 
การใช้บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์
 


1.เพื่อให้ทราบบริการที่อยู่บนสังคมออนไลน์


บริการเวิลด์ไวด์เว็บ (www)
    เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) หรือเครือข่ายใยแมงมุม เหตุที่เรียกชื่อนี้เพราะเป็นลักษณะของการเชื่องโยงข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเรื่อยๆ เวิลด์ไวด์เว็บ เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในการเรียกดูเว็บไซด์ต้องอาศัยโปรแกรมเว็บบราว์เซอร์ (Web Browser) ในการดูข้อมูล เว็บบราว์เซอร์ที่ไดรับความนิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น Google Chom,friefox,Internet Explorer,safari
 
 
บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)

    การติดต่อสื่อสารโดยใช้อีเมลสามารถทำได้สะดวกเเละประหยัดเวลา หลักการทำงานของอีเมลคล้ายกับการส่งจดหมายธรรมดา คือ จะต้องมีที่อยู่ที่ระบุชัดจน ที่เรียกว่า อีเมลแอดเดรส (email address) เช่น siwat.ssw01@gmail.com
        การใช้งานอีเมล เเบ่งได้ดังนี้ คือ
  1. corporate email คือ อีเมลหน่วยงานต่างๆสร้างให้กับพนักงานหรือบุคลากรในองค์กรนั้น
  2. Free email คือ อีเมลที่สมัครได้ฟรีตาม Web mail ต่างๆ เช่น Hotmail, yahoo,mail,Gmail
บริการโอนย้านไฟล์ (File Transfer Protocol)
    บริการโอนย้ายไฟล์  เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายไฟล์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การโอนย้ายไฟล์เเบ่งได้ดังนี้
    1. การดาวโหลดไฟล์ (Download file) การดาวน์โหลดไฟล์ คือ การรับข้อมูลเข้ามายัง เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ในปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่จัดให้มีการดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรี เช่น www.download.com,www.thaiware.com 

    2. การอัพโหลดไฟล์ (Upload file) การอัพโหลดไฟล์ คือ การนำไฟล์ข้อมูลจากเครื่องของผู้ใช้ไปเก็บไว้ในเครื่องที่ให้บริการ (Server) ผ่านระบบอินเทอร็เน็ต เช่น กรณีที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ จะมีการอัพโหลดไฟล์ไปเก็บไว้ในเครื่องบริการเว็บไซต์ (Web server) ที่ขอให้บริการพื้นที่ (Web server) โปรแกรมที่ใช้ช่วยในการอัพโหลดไฟล์ เช่น Filezilla Client

บริการรับฝากไฟล์เเละข้อมูล
    บริการรับฝากไฟล์เเละข้อมูล เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถแบ่งปันไฟล์และข้อมูลให้ผู้อื่นได้  โดยผู้ฝากไฟล์และข้อมูลจะต้อทำการลงทะเบียนการใช้บริการจากเว็บไซต์ ผู้ให้บริการ เช่น www.skydrive.live.com,www.4share.com,www.youtube.com
             

บริการสนทนาบนอินเทอร์เน็ต
    การสนทนาบนอินเทอร์เน็ต คือ การส่งข้อความถึงกันโดยทันทีทันใด นอกจากนนี้  ยังสามารถส่งสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น รูปภาพ ไฟล์ข้อมูลได้ด้วย การสนทนาบนอินเทอร์เน็ตเป็นโปรแกรมที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โปรแกรมประเภทนี้ เช่น โปรแกรม MSN Messenger,Yahoo Messenger,Skype,Line เป็นต้น
                


บริการค้นหาข้อมูลอินเทอร์เน็ต
    1. Web Directory คือ การค้นหาโดยการเลือก Directory ที่จัดเตรียมเเละเเยกหมวดหมู่ไว้ให้เรียบร้อยเเล้ว Website ที่ให้บริการ Web directory เช่น www.sanook.com
    2. Search Engine คือ การค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Search โดยการเอาคำที่เราต้องการค้นหาไปเทียบกับเว็บไซต์ต่างๆ ว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่มีคำที่เราต้องการค้นหา Website ที่ให้บริการ Search Engin เช่น www.google.com,www.yahoo.com
    3. Meta Search คือ การค้นหาข้อมูลเเบบ Search Engine แต่จะทำการส่งคำที่ต้องการไปค้นหาในเว็บไซต์ที่ให้บริการสืบค้นข้อมูลอื่นๆ หากข้อมูลที่ได้มีซ้ำกัน ก็จะเเสดงเพียงรายการเดียวหรือหน้าเดียว เว็บไซต์ที่ให้บริการ Meta Search เช่น www.search.com,www.thaifind.com

บริการกระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด (Web board)
    เว็บบอร์ด เป็นศูนย์กลางในการแสดงความคิดเห็น มีการตั้งกระทู้ ถาม-ตอบ ในหัวข้อที่สนใจ เว็บบอร์ดของไทยที่เป็นที่นิยมและมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันมากมาย เช่น www.pantip.com 

บริการห้องสนทนา (Chat  Room)
    ห้องสนทนา คือ  การสนทนาออนไลน์อีกประเภทหนึ่ง ที่มีการส่งข้อความสั้นๆ ถึงกัน การเข้าไปสนทนาจำเป็นต้องเข้าไปในเว็บไวต์ที่ให้บริการห้องสนทนา เช่น www.siamnarak.com
                                                       

บริการอีคอมเมิร์ซ (Electronic Commerce : E-Commerce)
    อีคอมเมิร์ช หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นบริการในการทำธุรการทำธุรกรรมซื้อขายหรือเเลกเปลี่ยนสินค้าเเละบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยใช้เว็บไซต์เป็นสื่อในการนำเสนอและเป็นช่องทางให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเเละบริการ เช่น www.amazon.com,www.ebay.com
 
 
เว็บไซต์ของไทยที่ทำการเปิดร้านค้าฟรีออนไลน์ ที่กำลังเป็นที่นิยมมาก คือ เซ็บไซต์เทพช็อปด็อทคอม www.lnwshop.com

บริการวิทยุและโทรทัศน์ออนไลน์
    บริการวิทยุและโทรทัศน์ออนไลน์ เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้สามารถฟังวิทยุและรายการโทรทัศน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  โดยที่ผู้ใช้สามารถเลืกใช้บริการได้เเบบเรียลไทม์ (Realtime) เเละเเเบบดูย้อนหลังได้ เช่น www.siamha.com,www.ch7.com
 
 
2.เพื่อให้ทราบวิธีการใช้บริการต่างๆที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์
 
 
บริการต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต social net works

Social Network หมายถึง สังคมออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณหาเพื่อนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา และได้ทำความรู้จักกับเพือนหรือคนอื่นๆ และยังสามารถแนะนำตัวเองได้เช่นHi5 ,Friendster, MySpace, FaceBook, Orkut,Bebo,Tagged เป็นต้น 
Social Network ยังเป็นการที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็น เว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่นเอง
      เว็บไซต์ Social Network เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเว็บที่สร้างขึ้นมาเพื่อการตอบสนองความต้องการในการติดต่อธุรกิจหรือหาเพื่อนบนโลกไซเบอร์ทั้งสิ้น ดังที่พบได้ในปัจจุบัน ซึ่งมีความนิยมเป็นอย่างมากในโลกของอินเทอร์เน็ต ถัดไปเราจะมาทำความรู้จักเว็บไซต์ Social Network ของแต่ละบริษัทที่ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกรวมถึงในประเทศไทย
\
                                      1.Hi5 (www.hi5.com)


เว็บ Hi5 เป็นเว็บที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีผู้ใช้บริการกว่า 7 แสนคน สำหรับหลายคนที่รู้จักและใช้บริการอยู่คงจะไม่ต้องอธิบายกันมากนัก เพราะคงรู้จุดประสงค์และการใช้งานดีอยู่แล้ว แต่หลายๆคนยังไม่ทราบว่าเจ้า hi5 นี่ใช้งานยังไง มีทำไม และเพื่อประโยชน์อะไร
       Hi5.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้บริการมาฝาก profile ของตัวเอง มีลักษณะคล้ายกับ blog จะเน้นที่ตกแต่งหน้าตา profile เราให้สวยงาม ดึงดูดคนมาเข้า แต่จุดเด่นของมันอยู่ที่ ระบบ network ที่เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ
        ข้อดีของ Hi5
1. มีโอกาสได้เพื่อนใหม่ๆและเพื่อนเก่า ที่บางคนอาจจะเลือนหายไปกับความทรงจำ
 

2. มีการเก็บรักษาความส่วนตัว ที่ใช้ได้ในระดับหนึ่ง
 
3. วิธีการสมัครง่าย และวิธีการตกแต่ง
hi5 ให้สวยงามก็ทำได้ง่าย
4. มีลักษณะเหมือน
blog ทั่วไป แต่มีความทันสมัยและนิยมใช้งานกันมาก

        ข้อเสียของ Hi5
1. หากมีการพัฒนาหรือปรับปรุงเว็บ เครือข่ายอาจจะล่มในบางครั้ง
2. การใส่ลูกเล่นหรือการปรับแต่งอาจมีน้อย เพราะมี
pattern อยู่แล้ว สิ่งที่จะปรับได้ก็จะเป็นในส่วนของแบคกราวน์ สีตัวอักษร ตัวอักษร ใส่เพลง วิดีโอและคลิป
3. ไม่มีประโยชน์เท่ากับการทำบล็อก เพราะคนจะเข้ามาดูรูปและข้อความเป็นส่วนใหญ่
 
2. Friendster (www.friendster.com)
        Friendster ได้ก้าวขึ้นมาสู่แนวหน้าของเว็บไซต์ Social Network เมื่อประมาณเดือนเมษายน ปี 2004 ก่อนจะถูกครองตลาดโดย MySpace ในเรื่องของผู้เข้าชมและจากการจัดอันดับของ Social Network นั้น Frienster ได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่แข่งของทั้ง Windows Live,MySpaces,Yahoo!360 และ Facebook ซึ่งในเวลาต่อมาก็ยังมี Hi5 ก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญอีกด้วย
       บริษัทเสริช์เอนจิ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Google เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อ Friendster ในมูลค่า 30,000,000 ดอร์ลาห์สหรัฐ แต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะทาง Friendster ตัดสินใจว่าต้องการเป็นของส่วนตัวมากกว่าที่จะยื่นขายให้กับ Google และในปัจจุบันเว็บ Social Network อย่าง Friendster.com มีผู้ใช้งานมากกว่า 7 ล้านคนภายในปีเดียว
3. MySpace (www.myspace.com)
 
        My Space คือ เว็บบล็อก ที่ทาง msn ให้ผู้ที่ใช้ msn ได้เข้าไปใช้บริการกัน ก็ Web Blog อยากให้เรานึกง่ายๆ ว่ามัน คล้าย กับไดอะรี่ แต่ไม่ใช่นะครับ ย้ำ ว่า บล็อก ไม่ใช่ ไดอะรี่ โดยบล็อกจะมีความหลากหลายมากกว่า เพราะในบล็อก ผู้ที่เป็นเจ้าของเนื้อที่นั้น จะเป็นผู้ที่ดูแลเนื้อหาว่าจะให้เป็นแนวไหน หรือว่าจะเป็นเนื้อเรื่องอะไร ส่วนหลายคนเอามาเป็นไดอะรี่ นั้น ผิดไหม คงไม่ผิด คือมันแล้วแต่ว่า ผู้ดูแลจะเป็นอย่างไร
        มายสเปซ(MySpace) เป็นเว็บไซต์ในรูปแบบของเครือข่ายชุมชน ชื่อดังเว็บหนึ่ง ให้บริการทำเว็บส่วนตัว บล็อก การเก็บ ภาพ วิดีโอ ดนตรี และเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มคนอื่น มายสเปซมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ เบเวอร์ลีย์ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มายสเปซก่อตั้งเมื่อ สิงหาคม ปี 2003 โดย ทอม แอนเดอร์สัน และ คริสโตเฟอร์ เดอโวล์ฟ ในปัจจุบัน มายสเปซมีพนักงานกว่า 300 คน และในตัวเว็บไซต์มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 100 ล้านคน และมีผู้ลงทะเบียนใหม่ประมาณ 200,000 คนต่อวัน
        ข้อดีของ MySpace 
        1. มีลูกเล่นค่อยข้างมากกว่าไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Layout, Music ,Photo เป็นต้น รวมทั้ง
2. มีการแสดงให้เห็นใน
Contact list ของ MSN อีกด้วย
3. สามารถกำหนดสิทธิคนที่จะเข้าดูได้หลายระดับ

        ข้อเสียของ MySpace
1. เปิดแสดงผลได้ช้ามาก หากบล็อกมีลูกเล่นเยอะ
2. ยังไม่สามารถใส่
script แบบไดอารี่ หรือ บล็อกในหลายๆ ที่ได้
3. การเลือกจำนวนของ
Entry หรือบทความที่จะแสดงในหน้าแรกของบล้อกได้ต่ำสุดที่ 5 
4. ความสามารถ ในส่วนของการกำหนดขนาดตัวอักษร ยังไม่มีมีการให้ใส่หรือเลือกขนาดตัวอักษรสำหรับบทความได้ในจุดไหน ซึ่งอันนีมีความสำคัญทีเดียว การเล่นตัวอักษรเล็กและใหญ่
 
 
4. FaceBook  (www.facebook.com)
 
      Mark Zuckerberg ก่อตั้ง Facebook เว็บชุมชนออนไลน์ (Social Networking Site) ที่กำลังได้รับความนิยมสุดขีดในขณะนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน ขณะยังเรียนอยู่ที่ Harvard ก่อนจะลาออกกลางคัน เจริญรอยตาม Bill Gates แห่ง Microsoft เพื่อเป็น CEO ของเว็บชุมชนออนไลน์ที่เขาก่อตั้งขึ้น ด้วยวัยเพียง 22 ปี เท่านั้น
      ภายในเวลาเพียง 3 ปี เว็บที่เริ่มต้นจากการเป็นเว็บชุมชนออนไลน์สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย กลายเป็นเว็บที่มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียน 19 ล้านคน ซึ่งรวมถึงข้าราชการในหน่วยงานรัฐบาล และพนักงานบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ เข้าเว็บนี้เป็นประจำทุกวัน และขณะนี้กลายเป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับ 6 ในสหรัฐ 1% ของเวลาทั้งหมดที่ใช้บน Internet ถูกใช้ในเว็บ Facebook
      นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับเป็นเว็บที่ผู้ใช้ Upload รูปขึ้นไปเก็บไว้มากเป็นอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ โดยมีจำนวนรูปที่ถูก Upload ขึ้นไปบนเว็บ 6 ล้านรูปต่อวัน และกำลังเริ่มจะเป็นคู่แข่งกับ Google และเว็บยักษ์ใหญ่อื่นๆ ในการดึงดูดวิศวกรรุ่นใหม่ใน Silicon Valley นักวิเคราะห์คาดว่า Facebook จะทำรายได้ 100 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
 
Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook เว็บ Social Network อันโด่งดัง
      Zuckerberg เพิ่งปฏิเสธข้อเสนอซื้อของ Yahoo ซึ่งเสนอซื้อ Facebook ด้วยเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่า Viacom เสนอซื้อ Facebook ด้วยเงิน 750 ล้านดอลลาร์ คำถามคือ การตัดสินใจของ Zuckerberg ครั้งนี้ ถูกต้องหรือไม่ ในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา มีเว็บยุคใหม่ที่เรียกว่า Web 2.0 ที่โด่งดัง 2 แห่ง ที่เพิ่งถูกขายให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ นั่นคือ MySpace ที่ถูก News Corp ซื้อไปด้วยเงิน 580 ล้านดอลลาร์ และ YouTube ที่ยอมรับเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์จาก Google ขณะที่ในอดีตเว็บ Friendster เว็บชุมชนออนไลน์ที่โด่งดังเป็นเว็บแรก เคยปฏิเสธการเสนอซื้อด้วยเงิน 30 ล้านดอลลาร์จาก Google ในปี 2002 ซึ่งหากจ่ายเป็นหุ้น ป่านนี้คงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ แต่หลังจากนั้น Friendster ซึ่งเป็นเว็บรุ่นเก่า ก็ถูกบดบังรัศมีโดยเว็บรุ่นใหม่ๆ
       Facebook จะประสบชะตากรรมอย่างเดียวกับ Friendster หรือไม่ ในขณะที่เว็บชุมชนออนไลน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวัน Zuckerberg ยอมรับว่าเขาเป็น Hacker แต่ไม่ใช่ในความหมายของนักเจาะระบบ Hacker ของเขาหมายถึงการนำความพยายามและความรู้ที่ทุกคนมีมารวมกัน แบ่งปันกัน เพื่อบรรลุสิ่งที่ดีกว่า เร็วกว่าหรือใหญ่กว่า ซึ่งคนๆ เดียวทำไม่ได้ โดยให้ความสำคัญกับการเปิดกว้าง การแบ่งปันข้อมูล เขาสร้างสิ่งที่เรียกว่า Hackathon ใน Facebook ซึ่งคล้ายกับการระดมสมองสำหรับวิศวกร
       อย่างไรก็ตาม Facebook กลับมีกำเนิดมาจากการเจาะระบบจริงๆ เมื่อ Zuckerberg เรียนอยู่ที่ Harvard เขาพบว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีหนังสือรุ่นที่เรียกว่า FaceBook ซึ่งจะเก็บรายชื่อนักศึกษาพร้อมรูปและข้อมูลพื้นฐาน เหมือนอย่างมหาวิทยาลัยทั่วไป Zuckerberg ต้องการจะทำหนังสือรุ่นออนไลน์ของ Harvard แต่ Harvard กลับปฏิเสธว่า ไม่สามารถจะรวบรวมข้อมูลได้ Zuckerberg จึงเจาะเข้าไปในระบบทะเบียนประวัตินักศึกษาของ Harvard และทำเว็บไซต์ชื่อ Facemash ซึ่งจะสุ่มเลือกรูปของนักศึกษา 2 คนขึ้นมาและเชิญให้ผู้เข้ามาในเว็บเลือกว่าใครหล่อกว่ากัน
       ภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง มีนักศึกษาเข้าไปในเว็บของ Zuckerberg 450 คน และมีสถิติการชมภาพ 22,000 ครั้ง ทำให้ Harvard ห้าม Zuckerberg ใช้ Internet และเรียกตัวไปตำหนิ เหตุการณ์จบลงโดย Zuckerberg กล่าวขอโทษเพื่อนนักศึกษา แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง ต่อมา Zuckerberg จัดทำแบบฟอร์ม Facebook เพื่อให้นักศึกษาเข้ามาเขียนข้อมูลของตนเอง Thefacebook.com ซึ่งเป็นชื่อเริ่มแรกของ Facebook เปิดตัวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ นักศึกษาครึ่งหนึ่งของ Harvard ลงทะเบียนในเว็บแห่งนี้ และเพิ่มเป็น 2 ใน 3 ของนักศึกษา Harvard ทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นเริ่มติดต่อ Zuckerberg ขอให้ทำหนังสือรุ่นออนไลน์ให้แก่มหาวิทยาลัยของพวกเขาบ้าง จึงเกิดพื้นที่ใหม่ใน Facebook สำหรับ Stanford และ Yale ภายในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน โรงเรียนอีก 30 แห่งเข้าร่วมใน Facebook ตามมาด้วยโฆษณาที่เกี่ยวกับนักเรียนนักศึกษา และธุรกิจที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ทำให้เว็บชุมชนแห่งนี้ เริ่มสร้างรายได้หลายพันดอลลาร์
       ขณะนี้ Facebook กำลังจะเพิ่มจำนวนวิศวกรจาก 50 คนอีกเท่าตัวภายในปี 2010 และเพิ่มจำนวนพนักงานบริการลูกค้าซึ่งมีอยู่ 50 คน เพราะจำนวนผู้ใช้รายใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้น 100,000 คนต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลาดมหาวิทยาลัยในแคนาดาและอังกฤษของ Facebook เติบโตเกือบ 30% ต่อเดือน ซึ่งมีข่าวว่า เจ้าชาย Harry แห่งอังกฤษและเพื่อนสาวคนสนิทก็เป็นผู้ใช้ Facebook ด้วย และ 28% ของผู้ใช้ Facebook ทั้งหมด อยู่นอกสหรัฐฯ นอกจากนี้ อายุของผู้ใช้ Facebook เริ่มหลากหลายมากขึ้น ผู้ใช้อายุ 25-34 ปีมี 3 ล้านคน อายุ 35 - 44 ปี มี 380,000 คนและอายุเกิน 64 ปีมี 100,000 คน 3 ปีก่อน Zuckerberg ยังเป็นนักศึกษาของ Harvard แต่ขณะนี้เขาเป็นผู้บริหารเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ที่กำลังโด่งดังที่สุด และเพิ่งได้รับเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมผู้นำการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอซื้อมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์อย่างไม่ใยดี
 
6. Bebo  (www.bebo.com)
 
 
          Bebo เป็นเครือข่ายทางสังคมแห่งยุคอนาคตที่ทำให้นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยสามารถติดต่อกับเพื่อน หาเพื่อนที่ขาดการติดต่อกันไปนาน และพบปะกับผู้คนใหม่ๆ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคมปีที่แล้วในเวลาเพียงแค่ 7 เดือน เครือข่ายทางสังคมแห่งนี้ก็มีสมาชิกจดทะเบียนมากกว่า 22 ล้านรายที่เข้ามาดูหน้าเว็บเพจถึงกว่า 700 ครั้งต่อเดือน Bebo เป็นบริษัทเอกชนที่บริหารงานโดยทีมบริหารที่มีประสบการณ์ในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทได้เปิดตัวเว็บไซท์เครือ ข่ายสังคมลำดับแรกๆคือ Ringo.com ซึ่งต่อมาเขาได้ขายเว็บดังกล่าวให้แก่ Tickle (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Monster ในปัจจุบัน) และล่าสุด อดีตประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจจาก Friendster ได้เข้ามาร่วมงานกับ Bebo นอกจากนี้ ทีมงานของ Bebo.com ยังเปิดเว็บไซท์อีกเว็บที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปาก (word of mouth) นั่นคือ BirthdayAlarm.com ซึ่งมีสมาชิก 40 ล้านคน 

          Bebo เป็น Social Network ที่ถูกออกแบบมาดี โทนสีของเว็บไซต์ดูแล้วสบายตา ใช้งานง่าย มีการจัดระบบติดต่อผู้ใช้ได้ดี คนที่ไม่มีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้แบบไม่ติดขัด รูปร่างหน้าตาของบล็อกดูไม่รกหูรกตา รองรับการปรับแต่งได้หลากหลาย
7. Twitter (www.twitter.com)
           ทวิตเตอร์(Twitter) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือ ทำการทวีต (tweet - ส่งเสียงนกร้อง) ทวิตเตอร์ก่อตั้งโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2006 ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ข้อความอัปเดตที่ส่งเข้าไปยังทวิตเตอร์จะแสดงอยู่บนเว็บเพจของผู้ใช้คนนั้นบนเว็บไซต์ และผู้ใช้คนอื่นสามารถเลือกรับข้อความเหล่านี้ทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์,อีเมล,เอสเอ็มเอส,เมสเซนเจอร์หรือผ่านโปรแกรมเฉพาะอย่าง Twitterific Twhirl ปัจจุบันทวิตเตอร์มีหมายเลขโทรศัพท์สำหรับส่งเอสเอ็มเอสในสามประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักร
           ปัจจุบันประเทศไทยเองก็มีบริการลักษณะนี้เช่นกัน นั่นคือ Noknok และ Kapook OnAir เว็บไซต์แห่งหนึ่งถึงกับรวบรวมบริการแบบเดียวกับทวิตเตอร์ได้ถึง 111 แห่ง ตัวระบบซอฟต์แวร์ของทวิตเตอร์เดิมทีนั้นพัฒนาด้วย Ruby on Rails จนเมื่อราวสิ้นปี ปี 2008 จึงได้เปลี่ยนมาใช้ภาษา Scala บนแพลตฟอร์มจาวา จนกระทั่งปี 2009 ทวิตเตอร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก จนนิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 15 ปี 2009 ได้นำเอาทวิตเตอร์ขึ้นปก และเป็นเรื่องเด่นประจำฉบับ ภายในนิตตสารบทบรรณาธิการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าวที่มีที่มาจากเทคโนโลยีใหม่อย่างทวิตเตอร์ โดยทวิตเตอร์เป็นเว็บไซต์ที่ก่อตั้งขึ้นโดย แจ็ก คอร์ซีย์ บิซ สโตน และอีวาน วิลเลียมส์ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2006
8. Multiply (www.multiply.com)
              มัลติพาย (multiply) เป็นเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบล็อก(Blog) หรือเว็บบล็อก (Weblog) เป็นเว็บไซต์สำหรับเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวประจำวัน เพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิด มุมมอง ประสบการณ์ ความรู้ และข่าวสาร ในเรื่องที่ผู้เขียน(Blogger) สนใจโดยเฉพาะ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้บล็อกต่างกับเว็บบอร์ด และเนื่องจากความจริงใจ และอิสระทางความคิดที่สื่อสารออกไป ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะของการบอกถึงความเป็นตัวตน ของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี จึงทำให้บล็อก(Blog) เป็นสื่อที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันและนานาประเทศ
             มัลติพายเป็น Blog บริการฟรีโดย Multiply สามารถจัดการ เรียบเรียงเรื่องราวใหมๆ ลงสูอินเทอรเน็ตได้ เราสามารถนํา Multiply มาทําเป็นลักษณะของไดอารี่ออนไลนไดโดยจะเปนการเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ไมมีขอบเขตจํากัด สามารถนํารูปภาพ วิดีโอ พร้อม ทั้งบันทึกผานออนไลนไดพรอมกันนั้นยังสามารถ Comment เรื่องราวตางๆ  ที่ผูเขียนเขียนขึ้นไดอีกดวย รวมถึงมีสมุดเยี่ยมบนออนไลนให้ทุกๆ คนไดมีความสนุกสนานกับการเขาเยี่ยมชม

 
 
 
9. Flickr (www.flickr.com)
 
 
               Flickr เป็นเว็บไซต์ที่มีต้นกำเนิดจากแคนาดาในปี 2004 ซึ่งบริษัท Ludicorp ที่สร้าง Flickr นี้เป็นบริษัทที่ทำเกมออนไลน์มาก่อน ในตอนแรกนั้นทางบริษัท จะเน้นไปที่ห้องแชตที่สามารถแชร์รูปให้กับคู่สนทนาได้ แต่ต่อมาได้รับความนิยมอย่างสูง จนกลายเป็นเว็บไซต์เพื่อการแชร์รูปที่มีผู้เข้าใช้งานจำนวนมาก จนทำให้ Yahoo หันมาสนใจธุรกิจนี้และนำเอากิจการของ Flickr มาปรับให้มีขนาดใหญ่และรองรับสมาชิกของ Yahoo เองด้วย ผู้ใช้งานWebmail ของ Yahoo ก็สามารถใช้ Username และ Password ที่ใช้กับเมลมาใช้กับ Flickr ได้ทันทีโดยไม่ต้องสมัครใหม่ ทำให้ผู้ใช้งาน Flickr ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้งานของ Flickr นั้นทำได้อย่างง่ายดาย โดยการอัพโหลดรูปนั้นทำได้โดยเลือกรูปในคอมพิวเตอร์ของเราอัพโหลดขึ้น เว็บไซต์ทีละรูป นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถโหลดโปรแกรม Upload ที่เป็น Application สำหรับการใช้งานบน Windows เพื่อช่วยในการอัพโหลดภาพให้ง่ายมากขึ้น เหมาะกับการอัพโหลดคราวละมากๆครับ
ความสามารถในจัดเก็บรูปภาพมีมากขึ้นและสะดวกขึ้น ตัวอย่างเช่น
- สามารถทำการถ่ายข้อมูลรูปภาพจากกล้องดิจิตอลไปลงในคอมพิวเตอร์ได้)
- สามารถจัดเก็บรูปภาพตามหมวดหมู่ให้เลือกมากขึ้น แถมด้วยแผนที่เพิ่มเติมให้ทราบถึงแหล่งที่มาอีกด้วย
แชร์รูปภาพกับเพื่อนหรือครอบครัวได้หรือสั่งการได้ตามต้องการหรืออาจแชร์สู่ที่สาธารณะ
ให้อำนาจในการจัดการมากขึ้น เราสามารถอนุญาตให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวของเราเข้ามาจัดตกแต่งหรือทำอะไรได้ตามที่เราต้องการ ภายใต้การควบคุมของเรา
สามารถทำบล๊อกได้

ถ่ายโอนภาพจากที่อื่น เข้าอัลบัม flickr เพื่อรวบรวมไว้ในที่เดียวได้

 
 
 
10. Odoza (www.odoza.com)
 
                  เว็บไซต์ Social Network ของเมืองไทยบ้านเรา กันดูบ้าง หากจะมองว่าเว็บไซต์ Social Network ในประเทศไทยจะมีเว็บไหนได้บ้าง ลองดูเว็บไซต์  ที่มีความชัดเจนในเนื้อหาเฉพาะด้าน อย่าง Social Network เรื่องของการท่องเที่ยว อย่างเว็บไซต์ odoza (โอโดซ่า) ที่ให้คนที่ชื่นชอบในเรื่องท่องเที่ยวได้มาทำความรู้จักกัน ได้มีพื้นที่ในการ share รูปภาพหรือวีดีโอคลิป ที่ตนเองได้ไปเก็บภาพหรือได้ไปเที่ยวมาแบ่งปันกัน หากใครเป็นผู้ที่รักการท่องเที่ยว อยากจะแบ่งปันข้อมูลรูปภาพแหล่งท่องเที่ยวหรือวิดีโอก็สามารถใช้บริการ Social Network ของไทยเว็บนี้กันได้
สรุป  Social Network

Social Network นั้นไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเรื่องที่แทรกซึมเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเราทีละน้อยแบบไม่รู้ตัวมานานแล้ว เว็บไซต์ที่เราเข้าไปใช้งานเกือบทุกเว็บได้ผันตัวเองจากผู้ให้บริการข้อมูล มาเป็นผู้ให้บริการระบบที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตข้อมูลด้วยตัวเอง จนกระทั่งเป็น Social Network Site หรือเว็บไซต์ชุมชุนออนไลน์ อย่างสมบูรณ์แบบในที่สุด
            Social Network Service นั้นเป็นการบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์บนเว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้คนหลากหลายเข้ามาใช้บริการร่วมกัน ให้กลุ่มคนเหล่านั้นสามารถทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเชื่อมโยงข้อมูลกิจกรรมความสนใจในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง โดยในบริการสังคมออนไลน์นั้นมักจะประกอบไปด้วย การส่งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ เป็นต้น
MSN Chat

WebBoard


 
เวบบอร์ด (Web board) หรือ กระดานข่าว คือบริการจากทางเวบไซต์ที่เปิดกว้างให้คนเข้าไปแสดงความคิดเห็น และพูดคุยกันในเรื่องใดก็ได้ โดยการพิมพ์ข้อความเข้าไปแสดง (เรียกว่าการโพสท์-Post) รวมทั้งผู้ใช้ สามารถส่งรูปภาพมาลงด้วยได้

เวบบอร์ดจะแบ่งเป็นกลุ่มตามความสนใจของผู้ใช้ซึ่งมีมากมาย และหลากหลายมาก ยกตัวอย่างเช่น ถาม-ตอบปัญหาคอมพิวเตอร์, ดูหนัง ฟังเพลง,ซื้อ-ขายของมือสอง ฯลฯ รวมทั้งเวบบอร์ดที่เป็นสื่อกลางพูดคุยเกี่ยวกับคนที่เข้ามาชมเวบไซต์นั้นๆ ซึ่งปัจจุบันจะมีประจำเกือบทุกเวบไซต์>

กระทู้ คือแต่ละข้อความที่มีคนเข้ามาโพสท์แสดงความคิดเห็น หรือเปิดประเด็นในเรื่องต่างๆ โดยคนอื่นสามารถเข้าไปโพสท์แสดงความคิดเห็นต่อ หรือตอบกระทู้นั้นได้
2. ประเภทของเวบบอร์ด
1.เวบบอร์ดที่เปิดให้คนทั่วไปร่วมแสดงความคิดเห็นได้ เป็นเวบบอร์ดเปิดกว้างสำหรับทุกความคิดเห็นของทุกคน ใครก็สามารถเข้ามาตั้งกระทู้ ตอบกระทู้ และโพสท์ข้อความแสดงความคิดเห็นได้ บางเวบไซต์จะมีการรับสมัครสมาชิกด้วย เพื่อรับสิทธิพิเศษ เช่น สามารถทำลิงค์ และโพสท์รูปได้ ตัวอย่างเช่น เวบบอร์ดของ http://www.pantip.com
2.เวบบอร์ดข่าวเด็ด ประเด็นร้อน เวบบอร์ดนี้จะมีกระทู้ซึ่งทางเวบไซต์นั้นๆ จะเป็นผู้ตั้ง เพื่อเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาแสดงความคิดเห็นในหัวข้อข่าว หรือประเด็นต่างๆ เช่น เวบบอร์ดของ http://www.kapook.com
3.เวบบอร์ดที่เปิดให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ต้องเป็นสมาชิกจึงจะ Log in เข้าไปโพสท์ข้อความได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเวบบอร์ดของคณะ ชมรม บริษัท หรือกลุ่มต่างๆ 3. การใช้เวบบอร์ด
1. เมื่อเข้าไปในหน้าเวบบอร์ดแล้ว สามารถเข้าไปตั้งกระทู้ใหม่ได้ โดยคลิกเข้าไปที่ ตั้งกระทู้ใหม่ แล้วพิมพ์ข้อความ ถ้าต้องการโพสท์รูปภาพให้คลิกที่ Browse แล้วเลือกไฟล์ภาพที่ต้องการ บางเวบไซต์ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะสามารถโพสท์รูปได้
 
2. วิธีการตอบกระทู้ ให้คลิกเข้าไปที่กระทู้นั้นๆ จะปรากฏหน้าจอให้เข้าไปโพสท์ข้อความได้ เมื่อพิมพ์ข้อความเสร็จให้คลิกที่ปุ่ม ส่งข้อความ ข้อความของคุณจะถูกส่งขึ้นไปในเวบบอร์ดโดยอัตโนมัติ

 
4. คำแนะนำ และมารยาทในการใช้เวบบอร์ด

1.ไม่เสนอข้อความที่พาดพิง หรือหมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.ใช้ถ้อยคำที่สุภาพไม่ใช้ข้อความ และรูปภาพที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร ท้าทาย หรือยุยงส่งเสริมให้เกิดการเข้าใจผิด อันจะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง และไม่เสนอข้อความที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย

3.ไม่เสนอข้อความที่ใส่ร้ายผู้อื่น หมิ่นประมาท หรือนำข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นมาเผยแพร่

4.ระมัดระวัง ไม่ตั้งกระทู้ที่ซ้ำซ้อนกับกระทู้ที่ตั้งมาก่อนแล้ว และไม่ตั้งผิดกลุ่ม ผิดเป้าหมายของเวบ บอร์ดนั้นๆ

5.ไม่ควรใส่เบอร์โทรศัพท์ในการติดต่อกับบุคคลอื่น ให้ใส่เบอร์อีเมล์ หรือ Icq แทน

6.เปิดใจให้กว้าง เคารพ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นของผู้อื่น หากพบข้อความที่ส่อไปในทางชวนทะเลาะ ไม่ควรโต้ตอบ

7.ไม่ใช้นามแฝง หรือชื่อจริงของผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดการเข้าใจผิดต่อการเป็นเจ้าของข้อความนั้น และอาจทำให้เจ้าของชื่อได้รับความเสื่อมเสีย

5. ประโยชน์ และข้อเสียของเวบบอร์ด
ประโยชน์ของเวบบอร์ด1.เป็นสื่อกลางที่เป็นเหมือนเวทีให้คนเข้าไปแสดงความคิดเห็นแบบเสรี ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้

2.เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นในทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ โดยคุณสามารถเข้าไปตั้งคำถาม เพื่อไขข้อข้องใจ หรือตอบกระทู้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่คนอื่น


ข้อเสียของเวบบอร์ด

1.สามารถใช้เป็นเครื่องมือของผู้ไม่ประสงค์ดีได้ โดยการโพสท์ข้อความที่ใส่ร้ายผู้อื่น ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย โพสท์ข้อความและรูปลามก อนาจาร หรือข้อความที่ยุยงส่งเสริมให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น ฯลฯ

2.สามารถใช้เป็นช่องทางหากินของมิจฉาชีพได้

3.ใช้เป็นที่ระบายอารมณ์จนเกินขอบเขต กลายเป็นเรื่องไร้สาระ และผู้ส่งข้อความไม่แสดงความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น
4.การใช้เวบบอร์ดในทางที่ผิด ส่งผลให้เกิดการหมกมุ่น หรือใช้เวลากับเวบบอร์ดมากจนเกินความจำเป็น เป็นการเสียเวลา และส่งผลเสียกับผู้ใช้ในหลายๆ ด้าน


MSN Messenger หรือที่ เราชอบเรียกกันว่า msn มันก็คือ โปรแกรมส่งข้อความข้าม ระบบเน็ทเวิร์ค แบบทันทีทันใด หรือภาษาฝรั่งเรียกว่า IM (Instant Messenger) ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท ไมโครซอฟ โดยสามารถใช้ได้ร่วมกับระบบปฎิบัตการ วินโวส์ ทั้ง XP, vista, 7, server 2003, server 2008และ windows mobile. ซึ่งก่อนหน้านี้จะรู้จักกันในชื่อของ "เอ็มเอสเอ็นเมสเซนเจอร์" (MSN Messenger) และยังเป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศไทย ผู้ใช้มักยังเรียกสั้น ๆ ว่า "เอ็มเอสเอ็น"หรือ"เอ็ม" ตามชื่อเก่า วินโดวส์ไลฟ์เมสเซนเจอร์ เป็นส่วนหนึ่งของชุดบริการออนไลน์วินโดวส์ไลฟ์
 


จากรูปด้านบน คือหน้าตาของโปรแกรม msn ครับซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองส่วน

1. หน้าต่างหลัก: ที่หน้าต่างนี้จะแสดงชื่อของเพื่อนๆ เราครับ ทั้งคนที่ online และ offline ซึ่งเวลาเราจะคุยกับเพื่อนคนไหน ก็สามารถดับเบิ้ลคลิ๊ก ที่ชื่อแล้ว หน้าต่างอีกอันจะแสดงขึ้นมา (รูปด้านขวามือ) เราก้อสามารถพิมพ์ข้อความส่งให้เพื่อนได้ทันที

2.หน้าต่างที่เราคุยกับเพื่อน: ที่หน้าต่างนี้เราสามารถพิมพ์ข้อความ คุยกับเพื่อนได้ทันที แล้วคุณยังสามารถให้ msn แสดงรูปภาพของเรา โดยที่ ทางฝั่งเพื่อนของเรา ก็จะเห็นรูปดังกล่าวเช่นกัน อีกทั้งยังสามารถส่ง icon ต่างๆ เพื่อสื่ออารมณ์ เพิ่มความสนุกสนานในการ chat ได้อีกด้วย

อ้อ! ที่สำคัญก่อนใช้เนี่ย ผู้ใช้ต้องมี Email ของ Hotmail หรือ MSN ก่อนนะหากใครไม่มี ต้องไปสมัครที่ http://www.hotmail.com/ ก่อนนะครับ ข้อมูลได้มาจาก http://www.thaimsn.net.com/


Youtube เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนภาพวิดีโอระหว่างผู้ใช้ได้ฟรีคะ โดยนำเทคโนโลยีของ Adobe Flash มาใช้ในการแสดงภาพวิดีโอ เนื้อหาของ YouTube ประกอบด้วย คลิปวิดีโอ ที่ให้บริการรับชมกันผ่านหน้าเว็บแบบฟรีๆ ไม่เสียเงิน โดยคลิปวิดีโอส่วนใหญ่จะมาจากทางบ้าน หรือใครๆ ที่ต้องการโชว์ความสามารถต่างๆ ของตนเองก็สามารถอัพโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นสู่หน้าเว็บได้
YouTube ใช้ระบบในการให้บริการโดยใช้โปรแกรม Adobe Flash เรียบเรียงเนื้อหาบนเว็บไซต์ รวมไปถึงไฟล์วิดีโอตัวอย่าง ไฟล์หนังละคร มิวสิกวิดีโอ และวิดีโอจากทางบ้าน โดยไฟล์วิดีโอที่เผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ส่วนมากเป็นเพียงไฟล์คลิปสั้นๆ เท่านั้น ความยาวเพียงไม่กี่นาที ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าชมได้ง่าย โดยมีการแบ่งประเภทและจัดอันดับไฟล์คลิปวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ล่าสุด ไฟล์ที่มีผู้ชมมากที่สุด ไฟล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพื่อให้ผู้ชมสามารถเลือกชมได้อย่างสะดวก เพื่อเลือกสิ่งที่พอใจสูงสุด และยังมีบริการที่สามารถดูวิดีโอได้ทีละเฟรม โดยเลือกดูส่วนใดๆ ของวิดีโอก็ได้

ปัจจุบัน YouTube เป็นเว็บไซต์ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างมากบนอินเตอร์เน็ต โดยในหนึ่งวันมีผู้เข้าชมเปิดคลิปวิดีโอดูถึง 100 ล้านเรื่องต่อวัน และในแต่ละวันจะมีผู้เข้ามาอัพโหลดคลิปวิดีโอใหม่ๆ ถึง 65,000 วิดีโอคลิป เฉลี่ยต่อเดือนมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ถึง 20 ล้านคน ภายในเว็บไซต์ YouTube มีไฟล์วิดีโอทั้งหมดมากกว่า 6 ล้านไฟล์ โดยวิดีโอที่แพร่ภาพอยู่บน YouTube มีทั้งภาพยนตร์ คลิปจากรายการทีวี และมิวสิควิดีโอ รวมถึงวิดีโอสมัครเล่นที่เรียกว่า บล็อกวิดีโอ


ประโยชน์ของ Youtube
ประโยชน์ของ Youtube มีอยู่มากมาย สามารถดูเพลง มิลสิควิดีโอ หนังสั้น และคลิปเกือบทุกๆเรื่อง ที่เราอยากรู้ บางสิ่งบางอย่างอาจเป็นแนวทางในการค้นหาคำตอบ เช่น การดูคลิปการฝึกเล่นกีตาร์ คลิปฝึกเต้น Breakdance เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า Youtube นั้น มีประโยชน์ต่อเราเป็นอย่างมาก อีกอย่าง Youtube ยังจะสามารถที่จะอัพโหลดคลิปของเราที่ถ่ายทำขึ้น ให้ผู้คนที่สนใจเข้าชมเว็บ Youtube ไว้ดูได้อีกด้วย


 
เอกสารอ้างอิง
 
waveya.(มปป).หน่วยที่ 5 : การใช้บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์(ออนไลน์).แหล่งที่มา:หน่วยที่ 5 :https://sites.google.com/site/pornthaweenaka/na-senx-khxmul-dwy-tnxeng/hnwy-thi-1-khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-sangkhm-xxnlin/hnwy-thi-2-kar-chi-xinthexrnet-ni-ngan-thurkic/hnwy-thi-3-kar-khnha-khxmul-dwy-search-engin/hnwy-thi-4-kar-rab-sng-khxmul-kherux-khay-xinthexrnet/hnwy-thi-5-kar-chi-brikar-thi-mi-xyu-bn-sangkhm-xxnlin.29 ธันวาคม 2558
 
2554.บริการต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต social net works (ออนไลน์).แหล่งที่มา:http://nampo.blogspot.com/2011/01/social-net-works.html.29 ธันวาคม 2558


นางสาวสุนิษา  นาคสระน้อย  บช1/3 เลขที่ 19

นางสาวศิริรัตน์ ศรีขวัญม้า  บช1/3  เลขที่ 26